MINT - เครือใหญ่ร้านอาหารและโรงแรม

MINT - เครือใหญ่ร้านอาหารและโรงแรม

ข้อมูลทั่วไป

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ทำธุรกิจหลัก 3 อย่าง ซึ่งกระจายตัวไปอยู่ตามบริษัทย่อย

  1. ธุรกิจร้านอาหาร
  2. ธุรกิจโรงแรม
  3. ธุรกิจจัดจำหน่ายและจ้างผลิต

รายได้หลักของบริษัทก็จะมาจากโรงแรมและอาหารเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองอันก็มีการเติบโตเป็นอย่างมาก ในรายละเอียดของส่วนโรงแรมนั้นก็จะมีทั้ง โรงแรม, ขายอสังหาฯ, เช่าอสังหาฯ และบันเทิง ปัจจุบันโรงแรมของเครือบริษัทนั้นมีห้องอยู่ที่ประมาณถึง 17000 ห้องทั่วประเทศไทยและในต่างประเทศ ทั้งยังมีพวกห้องภัตตาคาร ห้องประชุมที่ยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อีก บริษัทมีแบรนด์โรงแรมของตัวเองชื่อ อนันตรา อวานี เปอร์ อควัม โอ็คส์ นอกจากนี้ก็ยังมีการจ่ายค่าแฟรนไชส์มาทำเช่น แมริออท

การเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศนั้นมีมากขึ้นทุกๆปี และยังมีการเติบโตของการท่องเที่ยวในประเทศที่บริษัทไปลงทุนไว้อีก ไม่ว่าจะเป็น Maldives, Australia, South Africa, Sri lanka, New zealand, UAE

จำนวนประชากรจีนที่เข้ามาเที่ยวไทยนั้นมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครือโรงแรมของบริษัทนั้นมีคนจีนเข้ามาพักมากขึ้น บริษัทยังมีธุรกิจศูนย์การค้าอีกหลายๆแห่ง เช่นที่พัทยา กรุงเทพฯ และภูเก็ต บริษัทมีธุรกิจสปาตามโรงแรมภายในเครือของตัวเองในประเทศ 12 แห่ง และต่างประเทศ 16 แห่ง ธุรกิจบันเทิงนั้นก็จะมีพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง และเครื่องเล่น 6 แห่ง

ธุรกิจอาหารนั้นส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วเช่น The Pizza Company, Burger King, Swensen’s, Dairy Queen, Sizzler, BreadTalk และยังมีร้านอาหารอื่นๆที่เปิดทั้งในไทยและไปต่างประเทศทั้ง Australia, China, Singapore, Malaysia, Vietnam, Maldives

เครือร้านอาหารของบริษัทนั้นใหญ่มากทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นร้านที่ผู้คนต่างบริโภคกันเป็นประจำ และสามารถพบได้ทั่วไปเป็นเรื่องปกติ ถือว่าบริษัทค่อนข้างประสบความสำเร็จในการทำร้านอาหารอย่างมาก

ธุรกิจสุดท้าย บริษัทก็เป็นผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าแบรน Esprit, Bossini, GAP, Banana Republic, Charles & Keith, Pedro และยังมีเครื่องสำอาง สื่อการเรียนการสอน ส่วนรับจ้างผลิตก็จะเป็นสินค้าครัวเรือนทั่วไป

จะเห็นว่าธุรกิจของบริษัทนั้นมีหลากหลาย แต่ก็ไม่ได้หลากหลายแบบที่บริษัทไม่ชำนาญ ในแต่ละธุรกิจนั้นบริษัทมีความชำนาญมายาวนาน การกระจายความเสี่ยงนั้นค่อนข้างดี โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของคนอยู่แล้ว และเป็นร้านที่พบเห็นได้ทั่วไป และเป็นร้านที่ทุกห้างจำเป็นต้องมี สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่มลูกค้า และไม่ได้จำเป็นต้องเป็นโอกาสพิเศษถึงจะรับประทาน และยังมี Economy of scale เนื่องจากหลากร้านอาหารนั้นสามารถใช้วัตถุดิบร่วมกันได้ ทำให้ต้นทุนตรงนี้จะได้เปรียบกว่าคนอื่น

ส่วนธุรกิจโรงแรมนั้นอาจจะมีความเสี่ยงมากกว่าเพราะว่าโรงแรมนั้นมีแนวโน้มในอนาคตที่จะถูกที่พักอาศัยแบบอื่นมาแทนที่ค่อนข้างสูง เช่นที่พักอาศัยในรูปแบบเฉพาะของแต่ละกลุ่มคน หรือทั้ง Airbnb หรือการเช่าคอนโดแทนโรงแรม แต่แบรนด์ของบริษัทนั้นก็มีเครือข่ายมากและมีความน่าเชื่อถือ ทำให้ยังมีคนมาใช้บริการ แล้วยังมีปัจจัยฤดูกาลที่ยังมีผลต่อการท่องเที่ยวอีกด้วย

ส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายนั้นบริษัทก็มีแบรนด์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ซื้อก็เป็นผลทำให้ยังมีกลุ่มลูกค้ามาซื้อสินค้า แต่ก็จริงๆแล้วไม่ได้มีความโดดเด่นมากเพราะว่ามีการแข่งขันกันเยอะ ซึ่งลูกค้านั้นก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ติดแบรนใดแบรนนึงมากนัก


งบการเงิน

รายได้

รายได้นั้นถือว่าเติบโตขึ้นอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา ส่วนร้านอาหารก็เติบโตดีจากการเพิ่มสาขาในไทย และ SSSG นั้นในส่วนของร้านอาหารก็ยังโตนิดหน่อย ส่วนร้านอาหารในต่างประเทศนั้นก็ยังมียอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งการขยายสาขาและ SSSG

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมก็ยังโตขึ้น ทั้งการเข้าซื้อกิจการโรงแรมและการขยายตัวของท่องเที่ยวทำให้รายได้ส่วนโรงแรมนั้นเติบโต ส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิตนั้นไม่มีการเติบโต แต่ก็ไม่มีผลต่อรายได้รวมของบริษัทมากนัก เนื่องจากเป็นส่วนน้อย

กำไรสุทธิ โตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลักๆเป็นผลมาจากการซื้อกิจการ

ฐานะทางการเงิน

บริษัทนั้นมีเงินสดในมือค่อนข้างมาก มาจากการที่มีกระแสเงินสดจากกำไรเข้ามาจำนวนมาก และมีการเพิ่มตัวของที่ดินอสังหาฯเพื่อขาย และลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของโรงแรม

แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของบริษัทจะไปอยู่ที่อาคารที่ดินสำหรับการดำเนินธุรกิจ นั้นก็คือร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งเติบโตขึ้นเยอะจากการซื้อกิจการ

ในขณะที่สินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น หนี้สินก็เพิ่มตามในสัดส่วนเท่าๆกัน โดยในส่วนนี้สินนั้นก็จะมีพวกหุ้นกู้และเงินกู้ระยะยาวเพื่อขยายธุรกิจโรงแรมซึ่งต้องใช้เงินทุนมาก และเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นตามการขยายธุรกิจ แต่สัดส่วนการเพิ่มของหนี้สินก็ยังไม่ได้โตมาก โดยยังคงระดับการเติบโตไปพร้อมกับส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งก็ยังเป็นแนวโน้มที่บริษัทนั้นยังขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

กระแสเงินสด

บริษัทนั้นก็มีเงินสดจากการดำเนินงานค่อนข้างมาก แต่ลดลงเนื่องจากการซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการอสังหาฯ บริษัทก็ยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องและการกู้เงินอย่างต่อเนื่องแต่เพื่อไปขยายธุรกิจ

อัตราส่วน

กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทอยู่ที่ 10% ซึ่งถือว่าใช้ได้ ในที่นี้เราจะไม่ดูกำไรสุทธิเท่าไหร่ในเชิงของความสามารถทางธุรกิจ เนื่องจากเป็นกำไรที่รวมรายได้พิเศษ ROE อยู่ที่ 15 - 20% ถือว่าทำได้ดี

สรุป

ในอนาคตนั้นบริษัทยังคงเติบโตต่อไป โดยบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 15 - 20% จากการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและอาหาร ซึ่งบริษัทนั้นก็ตั้งเป้าจะขยายสัดส่วนรายได้ของต่างประเทศให้สูงขึ้น การที่บริษัทนั้นวางรากฐานไว้ดี อีกทั้งยังจะเติบโตจากการซื้อธุรกิจต่อไป ใครสนใจการเติบโตที่แข็งแกร่งของ Minor ก็ไม่ควรพลาดที่จะจับตามองไว้ให้ดี


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary