สรุปจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศไทย

สรุปจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศไทย

หลังจากผมลงทุนมาสักระยะหนึ่ง และแน่นอนว่าผมเองก็ต้องการผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว หากเราลงทุนเป็นรายบริษัทหรือที่เรียกกันว่า bottom up นั้นก็อาจจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องมองภาพใหญ่ เพราะบริษัทที่กำไรดีขึ้นนั้นเกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร

แต่ถ้ากลับมามองภาพใหญ่ แน่นอนว่าศักยภาพของประเทศไทยก็มีส่วนสำคัญ ถ้าหากการเติบโตของประเทศจำกัด แสดงว่าโดยรวมแล้วภายในประเทศไม่ได้เติบโต ทำให้ประชากรไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นและแน่นอนว่าการใช้จ่ายก็จะน้อยลง และยังรวมถึงเรื่องความน่าสนใจในการลงทุนจากต่างประเทศ หากประเทศไทยไม่มีการเติบโต ความน่าสนใจลงทุนก็จะน้อยลง เม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจและตลาดเงินก็จะน้อยลง

แต่จริงๆแล้วประเทศไทยก็เองยังมีศักยภาพการเติบโตที่ซ่อนไว้อยู่ซึ่งมีหลายๆปัจจัยด้วยกันซึ่งสามารถแบ่งออกมาได้หลายประเภท

จุดแข็ง

ทำเล

อย่างแรกที่อยากจะพูดถึงคือทำเลของประเทศไทย หากเราย้อนกลับมาดูว่า Competitive advantage ของประเทศไทยคืออะไรเหมือนที่เราวิเคราะห์ของแต่ละบริษัท เราก็จะพบว่าสิ่งที่ประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้เลยคือ "ทำเล" นั้นเอง ทำเลแต่ละประเทศจะยังคงอยู่กับประเทศนั้นตลอดไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ทำเลของประเทศไทยดีอย่างไร?

แน่นอนว่าทำเลของประเทศไทยมีจุดแข็งอยู่หลายประการที่จะสามารถนำผลพลอยได้หลายๆอย่างกลับมาสู่ประเทศ ทั้งเรื่องของทรัพยากร ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และอีกหลายๆอย่างซึ่งเราจะมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

แหล่งพลังงาน - วัตถุดิบเชื้อเพลิงที่สำคัญที่สุดของโลกนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั้นก็คือน้ำมัน ซึ่งประเทศไทยจริงๆแล้วก็มีแหล่งน้ำมันอยู่ไม่น้อย รวมถึงก๊าซธรรมชาติต่างๆที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื่อเพลิงได้อีกด้วย ส่วนนี้เราอาจจะไม่เด่นมากเมื่อเทียบกับเจ้าของบ่อน้ำมันเจ้าใหญ่ๆของโลก แต่อย่างน้อยเราก็ดีกว่าหลายประเทศมากที่ไม่มีแหล่งน้ำมันเลย ซึ่งจุดนี้เองทำเลเป็นตัวกำหนด ไม่มีประเทศใดสามารถสร้างบ่อน้ำมันขึ้นมาเองได้หากไม่มีน้ำมันอยู่ใต้พิภพ และเราอาจจะยังรวมถึงความเข้มของแสงที่มีมากพอที่การทำ Solar farm นั้นมีความคุ้มค่าได้

เกษตรกรรม - ประเทศไทยนั้นขึ้นชื่อเรื่องผลผลิตทางการเกษตรกรรมที่ถือว่าเป็นอาหารของโลกเลยก็ว่าได้ เช่น ข้าว ข้าวโพด น้ำมะพร้าว ทุเรียน และอื่นๆ จะสังเกตุได้ว่าพืชเหล่านี้สามารถปลูกได้ที่ประเทศไทยทั้งหมด และไทยยังมีสัดส่วนการส่งออกพืชเหล่านี้จำนวนมาก การที่จะปลูกพืชเหล่านี้นั้นจำเป็นต้องอาศัยภูมิอากาศสภาพดินและอื่นๆที่ถูกต้อง ประเทศอื่นไม่สามารถเลียนแบบส่วนนี้ได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นอีกจุดแข็งของประเทศไทย

แหล่งท่องเที่ยว - ที่จริงแล้วแต่ละประเทศนั้นก็ย่อมมีแหล่งท่องเที่ยวที่ต่างกัน แต่ประเทศไทยนั้นดูเหมือนจะมีศักยภาพมาก ประเทศไทยมีทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก ซึ่งความหลากหลายนี้ทำให้ต่างชาติชื่นชอบกันมาก เรียกได้ว่ามาประเทศเดียวเที่ยวได้เกือบทุกแบบ ผมต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีแหล่งที่เที่ยวระดับโลกหลายๆที่ โดยเฉพาะทะเล หลายๆประเทศไม่มีทะเลที่มีศักยภาพระดับนี้ หากยกตัวอย่างประเทศใกล้ๆก็น่าจะเป็นสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งทำให้ทั้งสองประเทศถึงแม้ว่าจะมีเศรษฐกิจที่ดีมีรายได้ต่อหัวที่มาก แต่การเติบโตก็จำกัดเพราะขาดศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว อาจจะมีหลายๆประเทศที่ไม่ยอมรับสภาพนี้โดยการสร้างแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาเองเช่นดูไบ แต่ทั้งหมดที่กล่าวขึ้นมานั้นถือว่ามันทรัพยากรที่จำกัด ดังนั้นอาจจะสามารถเติบโตได้จำกัด แต่หากดูจริงๆแล้วต่อให้มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดีแต่ขาดความเป็นไทย ผมก็ไม่แน่ใจว่าการท่องเที่ยวของไทยนั้นจะเติบโตได้ขนาดนี้หรือไม่

ศูนย์กลางการค้า ASEAN - อย่างสุดท้ายที่สำคัญก็คือประเทศไทยนั้นถือว่าอยู่ในทำเลที่อยู่ตรงกลางในละแวก CLMV (Cambodia Loas Myanmar Vietnam) ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบในเรื่องของการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก หากเราต้องการลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าเข้าสู่ CLMV แน่นอนว่าการกระจายสินค้าจะประเทศไทยนั้นควรจะถูกกว่ากระจายสินค้าจากเวียดนาม ส่วนลาวนั้นก็ไม่มีท่าเรือน้ำลึกนั้นก็เป็นอีกข้อจำกัดหนึ่ง หรือแม้การทั้งการขนส่งสินค้าไปสู่ทางตอนใต้ของจีนหรืออินเดียที่จะเป็นตลาดใหญ่ในอนาคต ประเทศไทยก็ดูเหมือนเป็นทำเลที่สามารถกระจายสินค้าเข้าสู่ 2 ประเทศใหญ่นี้ได้ดีทีเดียว ซึ่งการที่มีทำเลเช่นนี้ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ นับว่าเป็นอีกจุดแข็งของประเทศไทยทีเดียว

วัฒนธรรม

จุดที่สำคัญและผมยกให้เป็นข้อที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือเรื่องของวัฒนธรรม จริงๆแล้วเรื่องของวัฒนธรรมนั้นสามารถจำแนกออกมาได้เป็นหลายๆข้อย่อย แต่โดยรวมแล้วนั้นก็คือเรื่องของวัฒนธรรม วัฒนธรรมนั้นมีความสำคัญมากในการบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของประเทศ ซึ่งสามารถออกมาอยู่ในรูปของสถาปัตยกรรม อาหาร รูปแบบการใช้ชีวิต การสื่อสาร และอื่นๆอีกมากมาย

อาหาร - มีความสำคัญอย่างมาก รูปแบบอาหารของไทยนั้นผมไม่ค่อยเจอชาวต่างชาติคนไหนเลยที่ออกปากว่าไม่ชอบ (ยกเว้นความเผ็ด) การที่อาหารไทยไม่มันจนเกินไป มีส่วนผสมของผักและสมุนไพร ทำให้นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้อาหารไทยนั้นโด่งดังไปทั่วโลก ทั้ง Papaya salad, Pat thai, Tom yum ชื่อเหล่านี้เป็นชื่อที่ชาวต่างชาตินั้นรู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่าอาหารไทยนั้นอยู่ระดับโลก

สถาปัตยกรรม - เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทย ผ่านออกมาทางอาคารบ้านเรือน ภาคเหนือก็จะมีการออกแบบที่มีความเป็นภาคเหนือ หากมาอยู่ภาคกลางก็จะอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาไม่ได้ในชาติตะวันตก หากต้องการสัมผัสสิ่งเหล่านี้จะต้องมาที่ประเทศไทยเท่านั้น

ความเป็นไทยของคนไทย - เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของที่กล่าวมา บางคนเห็นว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ดึงดูดต่างชาตินั้นแน่นอนว่าอาหารหรือสถาปัตยกรรมก็มีส่วน แต่ถ้าหากคนไทยนั้นไม่ได้มีความเป็นไทยแบบปัจจุบัน ก็อาจจะมีโอกาสที่ชาวต่างชาติไม่เดินทางมา คำกล่าวที่ว่าคนไทยยิ้มง่ายนั้นเป็นตัวอย่างของความเป็นไทย ตัวผมเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมคนไทยยิ้มง่าย แต่อย่างไรก็ตามหากเป็นเรื่องที่ดีก็น่ายินดีตาม อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องคุณภาพของการบริการซึ่งคนไทยนั้นมีหัวใจบริการค่อนข้างดี ยกตัวอย่างเช่นโรงแรมไทยที่มีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับโรงแรมระดับโลกแต่สำหรับบริการเมื่อเทียบกับราคานั้นถือว่าระดับโลกเลยทีเดียว

ค่าครองชีพ

คุณภาพชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพนั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างสุขสบายพอสมควร มันทั้งอาหารที่อร่อย มีระบบขนส่งที่กำลังขยับขยายไปกว้างขึ้น มีโรงพยาบาลที่คุณภาพดีเยี่ยม แต่ทั้งหมดนั้นน่าดึงดูดยิ่งขึ้นเมื่อพบว่าคุณสามารถอาศัยอยู่ได้โดยมีค่าครองชีพถูกกว่า แม้ว่าเรื่องค่าครองชีพนั้นอาจจะไม่ใช่จุดแข็งมากนักเพราะปัจจุบันประเทศไทยก็นับว่ามีค่าครองชีพที่เริ่มแพงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับเมืองหลวงระดับโลกก็จะพบว่าประเทศไทยนั้นยังมีค่าครองชีพที่ถูกกว่ามากนัก

ที่อยู่อาศัย - ที่อยู่อาศัยนั้นมีหลากหลายหมวดหมู่ด้วยกันเช่น โรงแรม คอนโด บ้านเช่า และอื่นๆอีกมาก และเมื่อเทียบราคาของที่อยู่อาศัยเฉพาะในเขตกรุงเทพก็จะพบว่ายังมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัยในเมืองของประเทศอื่นๆเช่นโตเกียว ไม่นานมานี้ผมมีโอกาสเดินทางไปยังใต้หวันซึ่งผมก็ถามชาวใต้หวันเกี่ยวกับราคาที่อยู่อาศัยในเขตเมือง คำตอบที่ได้ก็คือพนักงานเงินเดือนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะครอบครองที่อยู่อาศัยนั้น และหากเราพูดถึงโรงแรมในประเทศไทย เนื่องจากคนไทยนั้นมีใจรักบริการอย่างมากซึ่งนั้นก็เป็นส่วนช่วยให้โรงแรมในไทยนั้นประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่หากรวมถึงเรื่องของราคาที่ไม่แพงแล้วด้วยละก็ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าน่าดึงดูดสำหรับชาวต่างชาติอย่างมาก

โรงพยาบาล - ประเทศไทยมักมีค่านิยมที่พ่อแม่นั้นต้องการให้ลูกเรียนหมอหรือวิศวะเนื่องจากจบมาแล้วมีรายได้ที่ดี ดังนั้นส่วนนี้เองจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีความสามารถทางการแพทย์ค่อนข้างสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลค่อนข้างมากเช่นโรงพยาบาลบำรุงราษฎ์ที่มีสัดส่วนรายได้เกินกว่าครึ่งมาจากผู้ป่วยต่างชาติ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแพทย์ไทยนั้นมีศักยภาพที่ดีก็คงไม่พ้นในเรื่องของค่าใช้จ่าย ซึ่งเมื่อเทียบแล้วยังถือว่าถูกกว่าโรงพยาบาลต่างชาติอยู่ค่อนข้างมาก อีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมโรงพยาบาลไทยนั้นก็คือการท่องเที่ยว นอกจากผู้ป่วยจะมารักษาตัวที่ประเทศไทยแล้วยังสามารถใช้โอกาสนี้ในการท่องเที่ยวได้อีกด้วย

จุดแข็งของประเทศไทยนั้นค่อนข้างแข็งแกร่งพอสมควร ดูคร่าวๆแล้วก็อาจจะพบว่าประเทศไทยแทบไม่มีจุดอ่อนเลย แต่เดี๋ยวก่อน! ก่อนที่จะเพ้อฝันไปว่าประเทศไทยนั้นสุดยอด จริงๆประเทศไทยเราก็มีจุดอ่อนที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยก็ว่าได้

จุดอ่อน

ประชากรเกิดน้อย

ปัญหาหลักของประเทศไทยในปัจจุบันที่จะส่งผลไปสู่อนาคตอีกนานนับหลายทศวรรตนั้นก็คืออัตราการเกิดของประชากรที่ลดต่ำอย่างมาก หากเราพูดถึงการเติบโตของประเทศแน่นอนว่าต้องพูดถึงเรื่องของ GDP ที่เป็นตัววัดผลผลิตของประเทศ ผลผลิตนั้นจะเกิดขึ้นได้จะต้องมีการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศเกิดขึ้น และฟันเฟืองที่สำคัญเลยก็คือคนทำงานภายในประเทศนั่นเอง

ส่วนใหญ่แล้วประชากรที่มีศักยภาพในการสร้างผลผลิตนั้นจะอยู่ในช่วงอายุ 20 - 60 ปี หรือก็คือหลังจากเรียนจบจนถึงวัยเกษียณอายุ จากการที่ประชากรเกิดน้อยลงส่งผลให้สัดส่วนประชากรของประเทศนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงอายุ หากคิดคร่าวๆเราก็อาจจะสามารถนึกออกว่าช่วงอายุ 20 - 60 นั้นก็จะมีแนวโน้มน้อยลง และสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 60 นั้นก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วประชากรที่สามารถสร้างผลผลิตได้ก็ย่อมจะน้อยลงอย่างแน่นอน

สังคมผู้สูงวัยนั้นเราก็คงจะได้ยินกันคุ้นหูแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว ภายใน 10 - 20 ปีข้างหน้าเราจะพบว่ามีการคาดการณ์ไว้ว่าสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15% จะขึ้นเป็น 23% ในอีกสิบปีข้างหน้า และพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 25 ปี จะลดลงจากสัดส่วนประมาณ 32% ในปัจจุบันลงเหลือ 27% ในอีกสิบปีข้างหน้า

เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆเราจะพบว่าประเทศที่มีประชากรแก่ตัวลงนั้นก็มีหลายประเทศที่กำลังเผชิญอยู่เช่นญี่ปุ่นและจีน แต่ความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศนี้ก็คืออัตราการเติบโตของประเทศ ญี่ปุ่นนั้นมีการชะลอตัวมานานนับทศวรรตในขณะที่จีนกลับมาการเติบโตที่สูงมากว่าทศวรรต เพราะเหตุใดที่ทำให้ 2 ประเทศที่มีโครงสร้างประชากรที่กำลังแก่ตัวลงกันแต่อัตราการเติบโตแตกต่างกันอย่างมาก คำตอบนี้น่าจะเป็นทางออกสำหรับประเทศไทยในการเติบโตต่อไปในอนาคต

ประเทศอย่างเวียดนาม อินโดนีเซียและกัมพูชานั้นมีโครงสร้างประชากรที่แตกต่างจากไทยอย่างมาก อัตราการเกิดที่สูงกว่ามาก หากเทียบเป็นเปอเซนต์แล้ว ทั้งไทย จีนและญี่ปุ่นต่างก็มีอัตราการเกิดที่ไม่ถึงปีละ 0.5% แต่ประเทศเช่นเวียดนามและที่อยู่ในแถบ CLMV นั้นกลับมาอัตราการเกิดของประชากรที่มากกว่า 1% ต่อปีแทบทั้งสิ้น ส่วนนี้เองทำให้การเติบโตของประเทศเช่นเวียดนามนั้นมีการเติบโตอย่างมาก

แล้วทำไมจีนที่มีการเติบโตของประชากรต่ำถึงมีการเติบโตของเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงในทศวรรตที่ผ่านมา? จุดต่างระหว่างญี่ปุ่นและจีนหลักๆก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศ จะสังเกตุว่าจริงๆแล้วประเทศจีนเริ่มมีการเปิดประเทศมาไม่นาน และหลังจากการเปิดประเทศนั้นก็ทำให้มีการเกิดของอุตสาหกรรมใหม่ๆมากขึ้น อุตสาหกรรมใหม่นี้มีมูลค่าสูงกว่าอุตสาหกรรมเดิมที่ประเทศจีน นอกจากการมีอุตสาหกรรมใหม่แล้ว จีนยังสามารถขยายตลาดออกมากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งตัวแปรทั้งสองนี้ก็เป็นส่วนสำคัญสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจของจีน ต่างจากญี่ปุ่นที่แทบจะไม่มีอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาเลยและประกอบกับญี่ปุ่นนั้นมีตลาดอยู่ทั่วโลกไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งหมดสามารถเรียกได้สั้นๆว่าญี่ปุ่นนั้นมีฐานเศรษฐกิจที่สูงอยู่แล้ว ดังนั้นการเติบโตจึงยากกว่าจีนอย่างมีนัย คำตอบตรงนี้จึงน่าจะเป็นตัวใบ้ที่ดีสำหรับประเทศไทย หากต้องการเติบโตในอนาคตในขณะที่มีอัตราการเกิดต่ำ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูงขึ้นและขยายการบริโภคให้มากขึ้นนอกเหนือจากในประเทศไทย

ค่าแรงเริ่มแพง

ประเทศไทยในอดีตมีจุดเด่นที่สำคัญต่อการแข่งขันอย่างมากเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่น สหรัฐ หรือยุโรป นั้นก็คือเรื่องของค่าแรง การที่มีค่าแรงต่ำนั้นมักดึงดูดชาวต่างชาติให้มาลงทุนในไทยอย่างมีนัย เช่นโรงงานผลิตรถยนต์เป็นต้น การทำธุรกิจนั้นแน่นอนว่าต้นทุนมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจ หากต้นทุนสูงโอกาสที่จะแข่งขันในตลาดได้ก็จะน้อยลงเพราะหากเกิดการแข่งราคา การที่มีต้นทุนสูงนั้นทำให้แข่งขันได้ลำบากมากขึ้น เพราะยิ่งแข่งขันในขณะที่ต้นทุนสูงกว่ารายอื่นจะทำให้กำไรน้อยลง และยิ่งไปกว่านั้นอาจถึงขั้นขาดทุนได้

เมื่อการลดต้นทุนเป็นส่วนสำคัญสำหรับธุรกิจ ดังนั้นการลงทุนในประเทศไทยจึงเป็นทางออกที่ดีสำหรับหลายๆอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต เมื่อประเทศไทยเป็นที่หมายของการลงทุนเพราะมีค่าแรงที่ไม่แพง ดังนั้นเมื่อมีบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยย่อมทำให้มีผู้อื่นตามมาด้วย เพราถ้าหากไม่ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยนั่นแปลว่าต้นทุนจะแพงกว่าคู่แข่ง

กลับมายังปัจจุบันเราจะสังเกตุว่าประเทศไทยนั้นมีการขึ้นค่าแรงกันอยู่บ่อยครั้ง การขึ้นค่าแรงนั้นสาเหตุหลักก็น่าจะมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่ารายได้ การขึ้นค่าแรงนั้นจะเป็นผลดีต่อประชากรโดยตรง ทำให้มีกำลังจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น แต่ระยะยาวแล้วจะส่งผลเสียต่อประเทศอย่างมากเพราะนั้นแปลว่าต้นทุนของบริษัทที่เข้ามาลงทุนจะสูงขึ้นและแนวโน้มที่บริษัทต่างๆจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตก็จะน้อยลง อย่าลืมว่าประเทศ CLMV นั้นมีต้นทุนที่ยังต่ำกว่าประเทศไทย ค่าแรงในประเทศกลุ่ม CLMV ที่ถูกกว่าประเทศไทยนั้นจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นักหากขาดในเรื่องของคุณภาพในการผลิต แต่ความเป็นจริงคือการพัฒนาบุคลากรของประเทศในกลุ่มนี้รวดเร็วมากจนปัจจุบันนั้นมีอุตสาหกรรมใหม่ๆขึ้นมาแข่งขันกับไทยมากขึ้น ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังมีความได้เปรียบในเรื่องของคุณภาพและประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า แต่ความได้เปรียบตรงนี้มีโอกาสที่ลดลงได้ เพราะฉะนั้นประเทศไทยจึงไม่สามารถมองข้ามส่วนนี้ได้เลย

ขาดอุตสาหกรรมใหม่

อุตสาหกรรมของประเทศนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เมื่อดูภาพรวมทั่วโลกแล้วเราจะพบว่าแต่ละประเทศนั้นก็จะมีอุตสาหกรรมเด่นๆของตัวเองเป็นหลัก ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นมีอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา และแน่นอนว่าเมื่ออุตสาหกรรมมีมูลค่าสูงกว่า การดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศย่อมมีแนวโน้มที่ดีกว่าอุตสาหกรรมที่มูลค่าต่ำ

รายได้หลักของประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยหลายอุตสาหกรรมเช่นการผลิตรถยนต์ การท่องเที่ยว การแพทย์ การเกษตร และอีกหลายๆอย่าง โดยรวมแล้วถือว่ามีค่อนข้างหลากหลายอุตสาหกรรมเลยทีเดียว หากแบ่งตามบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาดหุ้นไทยก็จะพบบริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรมเช่น PTT, AOT, AIS, SCB, SCG, CP, โรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ และอื่นๆอีกมากมาย แต่จริงๆแล้วเราจะพบว่าบริษัทเหล่านี้เองไม่ได้ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ใหม่นัก

เราลองไปตรวจบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในประเทศสหรัฐกันบ้างว่าเป็นบริษัทจำพวกใด ย้อนกลับไปยังปี 2001 เราจะพบว่าบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ General electric, Microsoft, Citi, Exxon และ Walmart ซึ่งแต่ละบริษัทนั้นก็ดูคล้ายๆกับประเทศไทยปัจจุบันมากคือมีค้าปลีก พลังงาน และการเงิน แต่ถ้าเรากลับมาดูปัจจุบันเราจะพบว่าบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดนั้นได้เปลี่ยนอุตสาหกรรมไปอย่างสิ้นเชิง ได้แก่ Apple, Alphabet(Google), Microsoft, Amazon และ Facebook

จริงๆแล้วเราอาจจะไม่สามารถเปรียบเทียบมูลค่าบริษัทกับ GDP ได้โดยตรงนัก แต่ประเด็นสำคัญเราไม่ได้ต้องการคำนวนตัวเลขขนาดนั้น การเปรียบเทียบนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่านั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วหากเราดูสหรัฐเป็นตัวอย่าง การที่ประเทศไทยนั้นขาดอุตสาหกรรมใหม่ทำให้ปัจจุบันการเติบโตของประเทศดูเหมือนกำลังกินบุญเก่าที่เคยสร้างไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ในขณะที่ค่าแรงนั้นมีแนวโน้มที่แพงขึ้นแต่ความสามารถของประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ สักวันหนึ่งจะถึงขีดจำกัดและถูกประเทศอย่างเวียดนามตามทันอย่างแน่นอน

ขอย้อนกลับไปถึงประเทศจีนที่มีการเติบโตของประชากรที่ต่ำแต่การเติบโตของประเทศยังอยู่ในระดับที่สูงได้ด้วยเหตุผลก็คืออุตสาหกรรมของจีนใหม่ๆนั้นมีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งทำให้ศักยภาพการเติบโตนั้นเพิ่มตามมูลค่าของอุตสาหกรรม ดังนั้นทางออกของปัญหานี้ดูเหมือนจะเป็นการที่ประเทศไทยจะต้องพยายามสร้างอุตสาหกรรมใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของโลก เช่น การพัฒนาจากเป็นผู้ผลิต Harddisk แบบจานหมุน ซึ่งปัจจุบันความต้องการน้อยลงอย่างมาก หันมาผลิตสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้นอย่าง Harddisk แบบ SSD ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญใน Smart phone แต่นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยจะต้องพัฒนามาตรฐานของประเทศให้เหมาะสมกับตลาดของโลกที่เปลี่ยนแปลง

สรุป

ในแง่ของการลงทุนนั้น หากประเทศมีการเติบโตนั้นแปลว่าบริษัทภายในประเทศมีการเติบโตเช่นกัน ดังนั้นหากเราพูดถึงการลงทุนแบบ Bottom up นั้นก็มีโอกาสที่ง่ายขึ้นที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดี หากบริษัทมีการเติบโตตลาดหุ้นของไทยนั้นก็ควรจะมีดัชนีที่สูงขึ้นด้วย และแน่นอนว่า fund flow ก็ย่อมต้องเข้ามาสู่ตลาดหุ้นของไทย

แต่ต่อให้ไม่เกี่ยวกับการลงทุน การเติบโตของประเทศก็ควรจะเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการ เพราะนั้นจะนำมาซึ่งรายได้ที่ดีขึ้น มีกำลังใช้จ่ายมากขึ้น มาตรฐานความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้หากทุกคนมัวแต่รอเศรษฐกิจดีแล้วหวังว่าจะมีความสุขนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด เพราะจริงๆแล้วประเทศไทยจะเติบโตได้ก็จะต้องมาจากการเติบโตของทุกคนในประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ใครคนใดคนหนึ่ง เราทำหน้าที่ของเราให้ดี พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา สองอย่างนี้คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพื่อประเทศไทยที่เติบโต


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

นักลงทุนทุกคนจะมองหาผลตอบแทนที่ดี แต่ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมมักจะเกิดขึ้นจากบริษัทเติบโตขึ้นเหนือความคาดหมายของคนส่วนใหญ่…