หลักการลงทุนของ 7 เซียนระดับโลก

หลักการลงทุนของ 7 เซียนระดับโลก

หลักการลงทุนของเบนจามิน แกรแฮม

  1. เน้นวิธีการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย ด้วยการประเมิณมูลค่าของหุ้นหรือกิจการที่นักลงทุนจะเข้าซื้อ
  2. นักลงทุนต้องมองหุ้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ต้องเข้าใจว่าการเข้าซื้อหุ้นคือการซื้อธุรกิจ อย่ามองหุ้นเป็นการเก็งกำไร คือ หวังแค่ส่วนต่างราคาแล้วขายออกไป นักลงทุนต้องสนใจพื้นฐานของหุ้นที่จะลงทุน
  3. ต้องใช้เหตุผลในการลงทุน โดยให้ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของตลาด อย่าไปบ้าคลั่งตาม ความผันผวนคือ Mr. market ซึ่งผันผวนและไร้เหตุผล
  4. จังหวะในการเข้าซื้อต้องคำนึงถึง margin of safety ราคาที่เข้าซื้อต้องต่ำกว่า intrinsic value เพื่อป้องกันความผิดพลาดในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

หลักการลงทุนของฟิลลิป ฟิชเชอร์

  1. ถือหุ้นไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นออกมา นอกจากพื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีต่อการดำเนินงานในอนาคต หรือเมื่อรู้ตัวว่าวิเคราะห์ผิดพลาดแต่แรก
  2. การเข้าซื้อทุกครั้งจะต้องมีข้อมูลพร้อม โดยการของข้อมูลจากแหล่งต่างๆเช่นหนังสือพิมพ์ วารสาร รายงานของบริษัท ผู้บริหารและพนักงานของบริษัท เข้าเยี่ยมชมกิจการ
  3. สินค้าของบริษัทมีศักยภาพในการแข่งขันหรือไม่ บริษัทมีการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์มากน้อยเพียงใด
  4. มีความสามารถในการทำกำไร โดยสามารถรักษากำไรหรือทำให้ดีขึ้นได้ กำไรนั้นสะท้อนถึงโครงสร้างการเงินของบริษัท เช่น ต้นทุน รายรับ รายจ่าย ความสามารถในการลดรายจ่าย การพัฒนากระบวนการผลิต
  5. บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความทันสมัยเหนือคู่แข่งตลอดเวลา
  6. พิจารณาผู้บริหารว่ามีความขัดแย้งกันหรือไม่ ประวัติและผลงานในอดีตเป็นอย่างไร
  7. พอร์คลงทุนให้มุ้งเน้นบริษัทที่ดีที่สุด ไม่ลงทุนกระจายมากเกินไป “ถือหุ้นที่ดีน้อยตัว ดีกว่าถือหุ้นที่ดีน้อยกว่าหลายบริษัท”

หลักการลงทุนของวอเร็น บัฟเฟตต์

  1. อย่าขาดทุน
  2. กลับไปอ่านข้อ 1
  3. ธุรกิจที่ดีอาจจะไม่เป็นการลงทุนที่ดี ขึ้นอยู่กับราคาที่จ่ายเพื่อลงทุน
  4. มองธุรกิจโดยเน้นไปที่คุณภาพของกิจการ ไม่เน้นเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว ต้องวิเคราะห์ธุรกิจ
  5. คิดอย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตามฝูงชน
  6. เป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน บริหารได้ง่ายไม่ต้องใช้เทคนิคมาก ตัวแปรการทำธุรกิจไม่มาก
  7. เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมและแบรนด์แข็งแกร่ง ทำให้ลดการแข่งขันด้านราคา และถือว่าเป็น barrier to entry ของคู่แข่งรายใหม่
  8. มีกระแสเงินสดดี ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงในการดำเนินงาน และรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  9. มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ เห็นแก่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก
  10. เวลาในการขายหุ้นคือเมื่อราคาหุ้นสูงเกินมูลค่าไปมาก หรือพื้นฐานะได้เปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดี

หลักการลงทุนของชาร์ลี มังเกอร์

  1. ให้ค่ากับคุณภาพของธุรกิจมากกว่าราคา
    1. ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ราคาปานกลาง ดีกว่า ธุรกิจปานกลางราคาที่ยิ่งใหญ่
    2. ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ราคาปานกลาง ดีกว่า ธุรกิจปานกลางราคาที่ยิ่งใหญ่
    3. ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ราคาปานกลาง ดีกว่า ธุรกิจปานกลางราคาที่ยิ่งใหญ่
  2. ซื้อหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ในราคาเหมาะสมดีกว่าซื้อหุ้นของกิจการพื้นๆในราคาที่ถูกมาก เนื่องจากมีศักยภาพในการเติบโตที่จำกัด การถือหุ้นลักษณะนี้ไว้ในพอร์ตเป็นเวลานานทำให้เสียโอกาสเติบโต
  3. ซื้อหุ้นที่เป็นกิจการที่เข้าใจง่าย กำไรต้องเติบโตอย่างแน่นอนและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ROE 15% ขึ้นไป ธุรกิจไม่จำเป็นต้องลงทุนมากเพื่อยอดขายที่เพิ่ม
  4. ซื้อหุ้นของกิจการที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด มักจะมาจากบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่มี brand ที่โดดเด่นระดับโลก
  5. ผู้บริหารที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

หลักการลงทุนของ เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน

  1. ในการมองกิจการของบริษัทใดบริษัทหนึ่งอย่างถ่องแท้ ต้องทำความเข้าใจคู่แข่งทั้งในประเทศและนอกประเทศประกอบกัน
  2. มองหาราคาหุ้นที่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่า
  3. ช่วงที่คนอื่นแย่งขายหุ้นออกมาจำนวนมาก เป็นเวลาที่ดีในการซื้อหุ้น (เมื่อมีข่าวร้าย) และช่วงที่คนอื่นแย่งกันซื้อหุ้นเป็นเวลาที่ดีในการขายหุ้น (เมื่อมีแต่ข่าวดี)
  4. ไม่จำกัดตัวเอง มองหาโอกาสอยู่เสมอในการลงทุนทุกที่ในโลก เพราะเงินสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างไร้พรมแดน
  5. อย่าทำเหมือนคนส่วนใหญ่ เพราะหากทำตามคนส่วนใหญ่ หมายความว่าเราจะได้กำไรหรือผลตอบแทนไม่แตกต่างจากคนอื่น
  6. เพื่อเป็นการป้องกันเข้าซื้อหุ้นผิดจังหวะ ไม่ควรไล่ซื้อหุ้นที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะอาจซื้อไม่ได้ราคาดีที่สุด
  7. เมื่อเกิดความผิดพลาดต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดว่าผิดตรงไหนอย่างไร เช่น ซื้อผิดจังหวะ อ่านธุรกิจผิดพลาด คำนวณผิดพลาด เพื่อหาทางป้องกันในภายหน้า

หลักการลงทุนของจอห์น เนฟฟ์

  1. มองบริษัทด้วยมุมมองในการทำธุรกิจ เช่น การเติบโตของบริษัท เงินปันผล ความเหมาะสมของราคาหุ้น และวิเคราะห์ทั้งพอร์ตการลงทุนเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด
  2. เป็นหุ้นที่มีค่าอัตราส่วน PE ต่ำ อัคราเติบโตของกำไรมากกว่า 7% จ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  3. ผลตอบแทนที่ได้รับจะต้องสูงกว่าค่า PE เช่น PE = 6 ผลตอบแทนต้องมากกว่า 6%
  4. เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมขาขึ้น แต่ถ้าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมขาลง ค่า PE จะต้องต่ำมากพอที่จะรองรับความเสี่ยง
  5. พื้นฐานแข็งแกร่ง และมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง ต้องวิเคราะห์ไปถึงรายละเอียดในตัวธุรกิจประกอบ
  6. จังหวะในการซื้อหุ้นที่ดีมักอยู่หลังจากที่คนส่วนใหญ่ตกใจขายหุ้นจำนวนมากแบบไปสนใจราคา
  7. จังหวะในการขายหุ้นเมื่อพบว่าพื้นฐานเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีกับอนาคต เมื่อราคาขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ และติดตามการเติบโตของธุรกิจ 4-5 ปีต่อเนื่อง ถ้าหากมีการถดถอยลงควรพิจารณาขายหุ้นทิ้งไป

หลักการลงทุนของแอนโธนี่ โบลตัน

  1. เข้าใจความได้เปรียบในการแข่งขันและคุณภาพของบริษัท
    1. ต้องรู้ฐานะการแข่งขันของบริษัทว่าทำผลกำไรได้ด้วยวิธีใด
    2. อีก 10 ปีข้างหน้าบริษัทนี้จะยังอยู่หรือไม่? และบริษัทจะมีมูลค่าสูงกว่านี้หรือไม่?
  2. เข้าใจตัวแปรสำคัญๆที่ผลักดันธุรกิจ
  3. สนใจธุรกิจที่เข้าใจง่าย มากกว่าธุรกิจที่ซับซ้อน
  4. ฟังข้อมูลจากผู้บริหารโดยตรง
  5. หลีกเลี่ยงบริษัทที่มีผู้บริหารที่ไม่ซื่อสัตย์และไม่มีความน่าเชื่อถือในทุกกรณี
  6. พยายามคิดล้ำหน้ากว่าคนอื่นไปสองก้าว ว่าอะไรที่ถูกมองข้ามในปัจจุบัน
  7. เข้าใจความเสี่ยงหรืองบการเงินอย่างละเอียด
  8. เสาะแสวงหาความคิดจากหลายๆแหล่งเพื่อนำมาวิเคราะห์
  9. ดูการซื้อขายหุ้นของผู้บริหาร ทำไมซื้อหรือขายมาก เพราะอะไร
  10. ตรวจสอบเหตุผลในการลงทุนทุกระยะ เช่น ทำไมซื้อหุ้นตัวนี้เพราะอะไร
  11. ลืมต้นทุนไป ราคาเป็นเรื่องจิตวิทยา อย่าใส่ใจกับมันมาก
  12. ผลงานในอดีตไม่ได้บอกอนาคต
  13. ใส่ใจกับมูลค่าเฉพาะของบริษัทนั้นๆ ไม่ใช่ดูแค่เชิงเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น
  14. สามารถใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นตัวบ่งชี้เพิ่มเติม
  15. หลีกเลี่ยงการทำนายทิศทางตลาด และการลงทุนเศรษฐกิจมหภาค
  16. ต้องลงทุนสวนกระแสคนส่วนใหญ่ อย่ามั่นใจสูงเมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูง เวลาที่มวลชนกล้าจะเป็นเวลาที่น่ากลัวที่สุด