ยิ่งไม่แน่นอน ยิ่งต้องเผื่อความปลอดภัย

ยิ่งไม่แน่นอน ยิ่งต้องเผื่อความปลอดภัย

ในโลกแห่งการลงทุนนั้นเราไม่ได้ลงทุนกับผลงานในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เราลงทุนในอนาคต ดังนั้นการคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำก็เป็นปัจจัยที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่งดงามให้แก่นักลงทุน

ในเมื่อผลตอบแทนที่งดงานนั้นมาจากการคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำแล้ว นักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนที่ดีนั้นก็มีหน้าที่ในการหาข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาประเมินอนาคต แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้แน่ชัด ดังนั้นการคาดการณ์อนาคตย่อมมากับความผิดพลาดเสมอราวกับเป็นเงาตามตัว

หุ้นแต่ละตัวนั้นมีความไม่แน่นอนแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะการทำธุรกิจของแต่ละบริษัท บางบริษัทมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูงในขณะที่บางบริษัทก็มีความไม่แน่นอนค่อนข้างต่ำ ยกตัวอย่างเช่นบริษัทที่ดำเนินการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ความไม่แน่นอนของบริษัทก็จะขึ้นอยู่กับอัตราการผลิตไฟฟ้าที่อาจจะมีปัจจัยต่างๆเช่น แสงแดด ลม หรือการปิดซ่อมบำรุง ซึ่งหากดูจริงๆแล้วจะพบว่าปัจจัยต่างๆถึงแม้จะไม่สามารถควบคุมได้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็ไม่มีผลต่อผลประกอบการมากนัก ต่างจากบริษัทเช่นผู้รับเหมาที่ถึงแม้จะมีงานประมูลก็ไม่สามารถควบคุมต้นทุนและกำไรได้มากนัก

หน้าที่ของนักลงทุนคือจำเป็นที่จะต้องประเมิณความไม่แน่นอนของบริษัทให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของยอดขาย ความไม่แน่นอนของต้นทุน ความไม่แน่นอนของการดำเนินงาน หรือความไม่แน่นอนของการแข่งขัน เราอาจจะให้คะแนนความไม่แน่นอนของแต่ละบริษัทแตกต่างกันไป เพราะการรู้เท่าทันความไม่แน่นอนของแต่ละบริษัทจะช่วยให้เราเลือกลงทุนได้อย่างถูกต้องและลดความเสี่ยงในการลงทุนของเรา

จะเห็นได้ว่านักลงทุนที่ดีจะไม่นิ่งนอนใจกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นักลงทุนพยายามลดความเสี่ยงจากความไม่รู้ โดยการศึกษาและวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ถึงแม้ว่าจะป้องกันจากความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่อย่างน้อยการประเมิณระดับความไม่แน่นอนจะช่วยให้เราในขั้นต่อไป

เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะลงทุนไม่ได้ สิ่งที่เราจะสามารถป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้นคือการเผื่อความปลอดภัยในการลงทุน นั้นก็คือการลงทุนในต้นทุนที่ต่ำพอที่หากเกิดความผิดพลาดจากการคาดการณ์ของเรา ผลตอบแทนการลงทุนของเราก็ยังไม่แย่จนเกินไป

เราได้เรียนรู้ไปแล้วว่าแต่ละบริษัทนั้นมีระดับความไม่แน่นอนแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการเผื่อความปลอดภัยของการลงทุนก็จะขึ้นอยู่กับระดับของแต่ละบริษัท ยิ่งบริษัทมีความไม่แน่นอนสูง ก็จะต้องยิ่งเผื่อความปลอดภัยในต้นทุนที่เราจะลงทุนสูง หากบริษัทมีความไม่แน่นอนต่ำก็สามารถลดความปลอดภัยในการลงทุนได้ ถ้าให้คะแนนบริษัทที่มีความไม่แน่นอนสูงมากไว้ที่ระดับ 5 เราก็อาจจะเผื่อความปลอดภัยไว้มากหน่อยเช่น 30% จากราคาเป้าหมายที่เราประเมินไว้ แต่ถ้าบริษัทมีระดับความไม่แน่นอนที่ระดับ 1 เราก็อาจจะเผื่อความปลอดภัยเพียง 10% เท่านั้น

ในโลกแห่งการลงทุนนั้นไม่มีอะไรที่แน่นอน ปัจจัยต่างๆล้วนสามารถส่งผลต่อผลประกอบการได้ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่แน่นอนคือหากเราเผื่อความปลอดภัยในการลงทุนที่สอดคล้องกับระดับความไม่แน่นอนไว้แล้ว ต่อให้ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของเราไม่มากนักหรือผลตอบแทนของเราก็อาจจะยังดีอยู่หากเราสามารถลงทุนได้ต้นทุนที่ต่ำ นักลงทุนที่สามารถทำผลตอบแทนได้งดงามในระยะยาวนั้นมีนิสัยการเกี่ยงราคาและจะไม่ซื้อหากราคานั้นไม่เผื่อที่ความปลอดภัย ในขณะที่นักลงทุนที่อาจจะผลตอบแทนงดงามในระยะสั้นแต่มาจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง การจะรักษาผลงานไว้ได้ในระยะยาวนั้นไม่ง่าย

การเผื่อความปลอดภัยนั้นเป็นหลักการที่ค่อนข้างจำเป็นสำหรับการลงทุน หากเรายึดหลักการนี้ไว้ เราจะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเราแทบจะไม่สามารถลงทุนได้นอกจากรอ แต่นั้นก็แปลว่าเราน่าจะมาถูกทางแล้ว เพราะการลงทุนที่ยอดเยี่ยมนั้นมักจะไม่เกิดขึ้นบ่อย ไม่อย่างนั้นแล้วนักลงทุนส่วนใหญ่ก็สามารถพบการลงทุนที่ยอดเยี่ยมและสร้างผลตอบแทนที่งดงามได้


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary