หุ้นขึ้นเสียใจ หุ้นลงดีใจ

หุ้นขึ้นเสียใจ หุ้นลงดีใจ

หัวข้ออาจจะแปลกๆสำหรับนักลงทุน แต่ผมเชื่อว่าผู้อ่านน่าจะได้มุมมองที่ต่างออกไปอย่างแน่นอนครับ เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่าเวลาหุ้นขึ้นเรากลับรู้สึกเสียใจ และบางครั้งหากหุ้นลงเราจะดีใจมากกว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไรสำหรับการลงทุน?

สำหรับคนที่ต้องการจะออมเงินนั้น หลายๆคนคงสังเกตุว่าการออมเงินในธนาคารปัจจุบันแทบจะไม่มีอนาคต ดอกเบี้ยต่ำติดดินที่ 1% และไม่มีวี่แววที่จะขึ้นมาเลยในอนาคตที่เราสามารถมองเห็น ในขณะที่ทุกคนรู้ตัวว่าค่าเงินเฟ้อนั้นมากกว่า 2% หลายๆคนก็พยายามหาที่ออมเงินอื่นๆเช่นการลงทุนในกองทุนรวมที่มีมืออาชีพคอยดูแลให้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดเงินหรืออื่นๆ ที่ดูแล้วความผันผวนมีจำกัดตามความเสี่ยงที่สามารถรับได้

นอกจากการออมเงินแล้ว บางคนก็อาจจะต้องการมากกว่านั้นเช่นการสร้างทรัพย์สินอย่างจริงจังมากขึ้นไว้เพื่อหล่อเลี้ยงตัวเราเองในอนาคต หรือแม้กระทั้งต้องการไว้เป็นมรดกที่สามารถส่งให้ลูกให้หลานได้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละคน แต่สิ่งที่ทุกคนเหมือนกันคือการต้องการที่จะรักษาเงินต้นไว้มากกว่าการอยากได้กำไรสูงๆ

การลงทุนในหุ้นด้วยตนเองนั้นสามารถตอบสนองได้ทั้งผู้ที่ต้องการเพียงออมเงินหรือต้องการสร้างทรัพย์สินอย่างจริงจัง แต่ว่าข้อแม้นั้นก็คือการที่จะลงเงินในหุ้นนั้นจะต้องชัดเจนว่าคิดแบบระยะยาวและไม่ควรเปลี่ยนแปลงเป้าหมายบ่อยนัก ระยะยาวในที่นี้ผมคิดว่าควรจะมากกว่า 10 ขึ้นไปโดยไม่ได้ต้องการที่จะนำเงินนั้นออกมาใช้จ่าย เมื่อเรากำหนดชัดเจนแล้วว่าสามารถวางเงินไว้ยาวๆได้ ในการซื้อหุ้นแต่ละครั้งนั้นเราอาจจะฝากเงินเข้าหุ้นทุกๆเดือนแทนการฝากเข้าธนาคาร เดือนละเป็นจำนวนเม็ดเงินเท่าๆกัน (DCA) แต่เราจำเป็นต้องศึกษาว่าธุรกิจอะไรบ้างที่เราจะนำไปลงทุน เราจะคัดกรองหุ้นที่มีคุณภาพที่เราไม่อยากให้เจ๊ง อาจจะเป็นหุ้นที่เราติดตามได้ง่ายและเป็นหุ้นที่เราอยากที่จะเป็นเจ้าของ

การที่เราจะนำเงินจำนวนเท่าๆกันทุกเดือนเข้าไปทำการซื้อหุ้นแต่ละหุ้นที่เราเลือกไม่น้อยกว่า 5 หุ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง และเมื่อแต่ละเดือนที่เราต้องการจะในเงินซื้อหุ้น เราจะพบว่าการที่หุ้นขึ้นไปราคาสูงทำให้เราซื้อหุ้นได้น้อยลงเพราะเรามีวงเงินจำกัด ส่วนเวลาราคาหุ้นลงนั้นเราจะพบว่าเราจะสามารถซื้อหุ้นได้มากขึ้น ซึ่งในระยะยาวแล้วยิ่งเราสามารถครอบครองจำนวนหุ้นได้มากเท่าไหร่ เราจะยิ่งมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น แปลว่าเราจะยินดีมากกว่าถ้าราคาหุ้นลงเพราะเราจะสามารถซื้อหุ้นได้มากขึ้นในจำนวนเงินเท่าเดิม กลับกันเราจะไม่ยินดีนักหากหุ้นราคาขึ้นเพราะเราจะได้จำนวนหุ้นน้อยลง

ถ้าเราสามารถวางเงินในไว้กับธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งนั้นเราจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี เพราะว่าในระยะยาวแล้วต้นทุนที่ใช้ซื้อหุ้นจะถูกกว่าราคาตลาดเสมอ เพราะว่าเมื่อราคาขึ้นสูงเราจะสามารถซื้อได้น้อยหุ้นกว่าตอนที่หุ้นราคาลดลง และท้ายสุดยังมีปันผลปีละ 3-4% ไว้เพื่อนำกลับเข้ามาลงทุนต่อได้อีกด้วย

เมื่อระยะเวลาผ่านไปเราสามารถเรียนรู้เทคนิกมากขึ้น เราอาจจะพลิกแพลงมากขึ้นเช่น การเริ่มลดจำนวนเงินที่จะใส่เข้าหุ้นเมื่อหุ้นของเราเข้าข่ายแพงเกินไป และเพิ่มจำนวนเงินที่จะใส่เข้าหุ้นเมื่อหุ้นกลับลงมาสู่จุดที่ราคาเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงเทคนิกหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายรูปแบบอื่นๆที่เราสามารถใช้ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ทั้งหมดนั้นก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการสะสมจำนวนหุ้นให้ได้มากที่สุด ในจำนวนเงินที่น้อยที่สุดนั้นเอง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

หลายครั้งที่ผมสังเกตุทั้งคนอื่นและตัวเองว่าในการที่จะลงทุนในหุ้นสักตัวนั้น ความแตกต่างสามารถเกิดขึ…
นักลงทุนโดยตัวไปคงจะทราบกันดีว่าหนึ่งในคุณสมบัติของหุ้นที่สามารถให้ผลตอบแทนการลงทุนที่งดงามให้แก่เรานั…