ห้ามวัดผลการลงทุนบ่อยเกินไป

ห้ามวัดผลการลงทุนบ่อยเกินไป

สงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งนักลงทุนก็พยายามซื้อขายบ่อยเกินไป ทุกคนย่อมรู้อยู่แล้วว่าหากเราซื้อขายหุ้นเราจะต้องเสียค่านายหน้าและภาษี ยิ่งเราซื้อขายบ่อยเท่าไหร่ แปลว่าเงินต้นของเราจะถูกกลืนกินไปกับค่าเหล่านี้มากเท่านั้น แต่ทำไมนักลงทุนถึงยังกลับซื้อขายบ่อยๆ?

หนึ่งในสาเหตุหลักที่นักลงทุนซื้อขายหุ้นบ่อยๆนั้นต้องย้อนกลับไปที่เรื่องของสาเหตุที่มาลงทุน ทุกคนที่มาลงทุนต่างก็ต้องการผลตอบแทนขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน บางคนไม่เสี่ยงมากก็จะหวังผลตอบแทนน้อยลง บางคนต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นก็จะต้องรับความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้วการที่ผลตอบแทนเป็นไปอย่างที่หวังนั้นก็คือสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องการ

เมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการติดตามผล เหมือนเช่นที่เราทำงานก็จะต้องมา KPI เป็นตัวชี้วัดว่าเรายังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในการลงทุนเราก็อาจจะวัดโดยการเทียบกับดัชนีตลาด โดยมากแล้วนักลงทุนที่ลงทุนด้วยตัวเองมักต้องการผลตอบแทนที่เหนือตลาด ไม่เช่นนั้นแล้วก็คงไปลงทุนในกองทุนดัชนีจะดีกว่า

การติดตามผลเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกแห่งการทำงาน แต่ในโลกของการลงทุนแล้วนั้นต่างไปอย่างสิ้นเชิง การติดตามผลบ่อยครั้งเกินไปในการลงทุนนั้นจะทำให้เรามีแนวโน้มการปรับกลยุทธ์มากขึ้น แต่เนื่องจากงานหลักของนักลงทุนนั้นไม่ใช่การซื้อหรือขายหุ้น แต่เป็นการอ่าน วิเคราะห์ข้อมูล และรอคอยโอกาสลงทุน ดังนั้นการปรับกลยุทธ์ในการซื้อขายหุ้นบ่อยครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ช่วยให้ผลตอบแทนนั้นดีขึ้นมาอย่างแน่นอน นอกจากจะเสียค่านายหน้าและอื่นๆแล้วยังทำให้นักลงทุนหลงไปกับความผันผวนของตลาดอีกด้วย

นักลงทุนที่มีนิสัยการวัดผลบ่อยเกินไป จะมีแนวโน้มในการปรับกลยุทธ์มากขึ้นเนื่องจากโดยธรรมชาติของคนเราจะต้องการปรับปรุงหากพบว่าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่อย่าลืมว่านั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริงสำหรับโลกแห่งการทำงาน แต่สำหรับการลงทุนแล้วไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผลตอบแทนการลงทุนนั้นไม่สามารถวัดได้บ่อยเกินไปนัก เพราะอย่างที่ Benjamin Graham ได้กล่าวไว้ว่า

ในระยะสั้นราคาหุ้นจะเป็นไปตามความเห็นของตลาด แต่ระยะยาวแล้วราคาหุ้นจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก

หมายความว่าระยะสั้นราคาหุ้นจะเป็นไปตามความเห็นเท่านั้นแต่ไม่ได้สะท้อนมูลค่าของหุ้นนั้นจริงๆ หากเราพยายามวัดผลระยะสั้นเราจะพบว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก

นักลงทุนจะพบว่าจริงๆแล้วการลงทุนนั้นไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากนักเป็นส่วนใหญ่ การลงทุนแต่ละครั้งนักลงทุนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีความมั่นใจในระดับสูงว่าเป็นการลงทุนที่ดี และเมื่อลงทุนไปแล้วนักลงทุนก็ควรจะมีความเชื่อมั่นในการลงทุนของตัวเอง การที่นักลงทุนปรับกลยุทธ์บ่อยนั้นหมายความว่านักลงทุนไม่ได้พิจารณามาดีพอทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการลงทุนนั้นและพยายามจะปรับกลยุทธ์เร็วเกินไปกว่าที่บริษัทนั้นๆจะสามารถแสดงความสามารถออกมากได้

ผมอยากจะเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของผมเมื่อพยายามจะวัดผลบ่อยเกินไป มีอยู่ช่วงหนึ่งผมได้นั่งติดตามผลตอบแทนของพอร์ตเทียบกับดัชนีของตลาด เมื่อติดตามบ่อยแน่นอนว่าบางครั้งก็มีความรู้สึกที่จะต้องการให้พอร์ตของเรานั้นเติบโตมากกว่าตลาด สิ่งที่ตามมาคือผมใช้เวลากับการปรับกลยุทธ์มากกว่าเวลาที่ใช้ในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม แน่นอนว่าเมื่อยิ่งปรับบ่อยทำให้จะตัดสินใจในแต่ละครั้งมีความรอบคอบน้อยลงและตามมาซึ่งผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก เพราะเป็นไปได้ยากมากที่ราคาหุ้นนั้นจะปรับตัวไปตามความเป็นจริงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ

การวัดผลที่ดีสำหรับนักลงทุนนั้นควรจะวัดผลเป็นรายปีน่าจะสมเหตุสมผลมากกว่า เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่มากพอสำหรับราคาหุ้นที่จะเป็นไปตามเหตุตามผลมากขึ้น หากพบว่าผลตอบแทนนั้นสูงกว่าเป้าที่วางไว้เช่นเมื่อเทียบกับดัชนีตลาด นั่นอาจจะหมายความว่าเราได้ตามเป้าแล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถสรุปเช่นนั้นได้ทันที หรือบางครั้งผลตอบแทนของเราอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าก็ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนของเราผิดพลาด เพราะบางครั้งราคาหุ้นที่ปรับตัวอาจจะมาจากความโชคดีหรือมาจากความถูกต้องซึ่งจะต้องประเมินต่อไปว่าเหตุผลจริงๆคืออะไร แต่โดยสรุปแล้วสิ่งที่จะสื่อในบทความนี้ก็คือ นักลงทุนควรจะวัดผลเป็นรายปีเป็นอย่างน้อยจะดีกว่าการวัดผลที่บ่อยเกินไป


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary