จะลงทุนต่างประเทศ?

จะลงทุนต่างประเทศ?

ผมได้มีโอกาสไปฟังบรรยายหัวข้อเกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและในงานนั้นก็มีเนื้อหาที่น่าสนใจพอสมควร โดยส่วนตัวแล้วผมยังไม่มีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ ผมคิดว่าอนาคตคงจะต้องออกไปบ้างแต่คงยังไม่ใช่เร็วๆนี้ ไม่ใช่อยากลงทุนต่างประเทศเพียงเพราะว่ากระแส แต่เป็นเพราะผมเองคิดว่าหุ้นต่างประเทศรายตัวนั้นหลายตัวมีศักยภาพอย่างมาก

การลงทุนต่างประเทศนั้นค่อนข้างเป็นที่ให้ความสนใจอย่างมากในเมืองไทยในช่วงเร็วๆนี้ สาเหตุนั้นถ้าให้ผมเดาก็คงจะเป็นเรื่องของการเติบโตในเมืองไทยนั้นดูแล้วเชื่องช้า ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างเวียดนามที่ VI เริ่มหันไปให้ความสนใจอย่างมากเพราะการเติบโตของประเทศนั้นค่อนข้างน่าสนใจ โดยปัจจัยย่อยๆนั้นก็มีอยู่หลายข้อเช่นกัน

เรื่องแรกที่เวียดนามยอดเยี่ยมกว่าเมืองไทยก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่า ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพราะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ เช่น ปัจจุบันโรงงานผลิตมือถือของ Samsung ก็ตั้งอยู่ที่เวียดนาม เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยก็ได้มีบทบาทขึ้นมาในเวลาโลกเช่นกันในฐานะผู้ผลิตราคาถูก และสินค้าที่เราผลิตในช่วงนั้นก็คือรถยนต์

เรื่องที่สองก็คือจำนวนประชากรและอายุของประชากรซึ่งน่าสนใจ ประเทศไทยปัจจุบันมีประชากรราวๆ 65 ล้านคนแต่อายุเฉลี่ยประชากรนั้นถือว่าเริ่มอยู่ในโซนผู้สูงอายุแล้ว ในขณะที่เวียดนามมีประชากรมากกว่า 90 ล้านคน และคนส่วนใหญ่ยังหนุ่มสาววัยทำงาน โดยปกติแล้วประเทศที่มีคนอยู่ในวัยทำงานเยอะก็ควรจะมีศักยภาพมากกว่าประเทศที่มีคนที่สามารถทำงานได้น้อยกว่า

การลงทุนในต่างประเทศนั้นหลายๆครั้งก็มีจุดประสงค์แตกต่างกันไปในนังลงทุนแต่ละคน หลายๆคนอยากจะลงทุนเพราะต้องการกระจายความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่นกองทุน หรือหลายๆคนก็ต้องการเกาะไปกับการเติบโตของประเทศยกตัวอย่างเช่น อาจารย์นิเวศน์ หรือหลายๆคนก็ต้องการที่จะลงทุนในหุ้นรายตัวที่เราสนใจในต่างประเทศเช่นหากเราต้องการลงทุนในหุ้น Facebook ซึ่งแต่ละเป้าหมายก็จะมีแนวทางต่างออกไป

สำหรับกองทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงนั้น การลงทุนก็จะเน้นไปยังการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของเพราะประเทศนั้นๆ เช่นดูเรื่องของการเติบโตเศรษฐกิจ ประชากรศาสตร์ อัตราการจ้างงานหรืออัตราหนี้สินภาคครัวเรือน ซึ่งทั้งหมดนั้นส่งผลต่อประเทศอย่างมาก จากนั้นก็อาจจะลงไปยังหุ้นรายตัวที่แข็งแกร่งหลายๆบริษัทและลงทุน

สำหรับแนวทางแบบอาจารย์นิเวศน์นั้นก็จะเน้นการเติบโตไปกับเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนการกระจายความเสี่ยงถือว่าเป็นเรื่องเสริมขึ้นมาอีกทีหนึ่ง แต่เนื่องจากอุปสรรคในการลงทุนต่างประเทศมีค่อนข้างมาก เช่นกฏเกณฑ์ ภาษา สภาพคล่อง และความเข้าใจในบริษัทอย่างถ่องแท้ ซึ่งตามนิสัยของอาจารย์แล้วจะไม่ลงทุนเลยหากยังขาดความเข้าใจซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยง ดังนั้นการลงทุนของอาจารย์นั้นก็จะคล้ายๆกับกองทุนก็คือลงทุนไปในหุ้นหลายๆตัวเพราะกระจายความเสี่ยง ดังนั้นก็จะมีส่วนผสมของบริษัทก็อาจจะเติบโตได้ดีและไม่ดี แต่โดยรวมแล้วก็ควรจะมีการเติบโตของทั้งพอร์ทการลงทุน

แนวทางสุดท้ายคือการลงทุนในหุ้นรายตัวนั้นผมคิดว่าน่าสนใจสำหรับ VI เคล็ดลับก็คือเราควรจะลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจโดยไม่ต้องจำกัดว่าจะลงทุนในประเทศอะไร เช่น เราจะไม่เริ่มจากการตั้งคำถามว่าลงทุนในประเทศอะไรหรือลงทุนในบริษัทอะไร แต่เราจะเริ่มจากการศึกษาสิ่งรอบตัวเราว่ามีอะไรน่าสนใจ จากนั้นจึงค่อยสืบไปดูว่าบริษัทนั้นอยู่ตลาดใด ยกตัวอย่างเช่นเราอาจจะเริ่มจากการสนใจ Google Facebook Alibaba หรือไปจนถึง Nike และ Hermes เพราะใช้สินค้าอยู่แล้ว การเริ่มต้นแบบนี้จะจำกัดความเสี่ยงไปในตัวอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่เราสามารถติดตามได้ง่ายและเข้าใจอย่างดีโดยธรรมชาติ (เป็นการยกตัวอย่าง ไม่ใช่การเชียหุ้นแต่อย่างใด)

ผมไม่ต้องการลงทุนต่างประเทศเพียงเพื่อกระจายความเสี่ยงเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงได้เนื่องจากต้องลงทุนในสิ่งที่เราไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง การลดความเสี่ยงที่ได้ผลดีที่สุดหากลงทุนในต่างประเทศก็คือเราจะต้องเข้าใจและสามารถติดตามได้ง่าย โดยส่วนตัวแล้วผมชอบแนวทางสุดท้ายมากที่สุด และนี่ก็อาจจะเป็นแนวทางที่ดีสำหรับนักลงทุนหลายๆคน


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary