เศรษฐกิจไม่ดี หรือ เราไม่พัฒนาตัวเอง

เศรษฐกิจไม่ดี หรือ เราไม่พัฒนาตัวเอง

เมื่อหลายปีก่อนอาจจะย้อนไปสักสิบปีที่แล้ว ผมมักจะได้ยินประโยคหนึ่งจากผู้ประกอบการรายย่อยทั่วไป เป็นประโยคที่ผมจะได้ยินอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีก็ตาม จนกลายเป็นว่าผมก็เชื่อไปตามนั้นทั้งๆที่ความจริงเป็นอย่างไรนั้นผมก็ไม่รู้แน่ชัดนัก ประโยคที่ว่านั่นก็คือ "เศรษฐกิจไม่ดี" แต่มันแปลกใช่มั้ยไม่ว่าสมัยไหนก็จะต้องมีคนพูดแบบนี้

GDP เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ประเทศที่มี GDP สูงก็แปลว่ามีความสามารถในการบริโภคสูงกว่าประเทศที่มี GDP ต่ำกว่า และนอกจากนี้ก็ยังสามารถดูอัตราการเติบโตของ GDP ของแต่ละประเทศ หากมีการเติบโตสูงก็แปลว่าประเทศนั้นมีความสามารถในการบริโภคเพิ่มขึ้นในแต่ละปี คิดง่ายๆว่า ถ้าคนประเทศมีประชากรเท่าเดิมแต่มี GDP ที่โตขึ้นในแต่ละปี แปลว่าแต่ละคนมีรายได้มากขึ้น ย่อมหมายถึงสามารถซื้อของได้มากขึ้น

คำว่าเศรษฐกิจดีในความรู้สึกของคนก็ย่อมหมายถึงการมีกำลังจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร เสื้อผ้า ท่องเที่ยวหรืออื่นๆ ย่อมส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยต่างๆมีรายได้ มีสภาพคล่องที่ดี ค้าขายอะไรผู้คนก็มีกำลังซื้อ แตกต่างจากสภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อผู้คนไม่มีกำลังซื้อเท่าไหร่นัก ก็ย่อมส่งผลมายังผู้ประกอบการที่การซื้อขายชะลอตัวลง

แต่จะว่าไปแล้วจำนวนเม็ดเงินของทั้งโลกนั้นก็ไม่สามารถหายออกไปนอกโลกได้ แปลว่าเม็ดเงินบนโลกนั้นมีเท่าเดิมหรืออาจจะเพิ่มขึ้น (เพราะพิมพ์เงิน) แล้วทำไมเราจึงยังได้ยินคำว่าเศรษฐกิจไม่ดีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะผ่านมีกี่ปีก็จะยังมีคำกล่าวเช่นนี้ในทุกๆสมัย

ถ้าในเมื่อเงินบนโลกมีเท่าเดิม การที่คนบางกลุ่มเศรษฐกิจไม่ดีนั้นก็เพราะว่าเม็ดเงินนั้นไม่ได้ไหลเวียนเข้าไปสู่คนกลุ่มนั้นต่างหาก ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะคนกลุ่มนั้นไม่ได้มีสินค้าที่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินเข้าไป หรือเรียกง่ายๆว่า "ไม่มี demand" นั้นเอง เพราะว่าจริงแล้วธรรมชาติของเศรษฐกิจจะเป็นไปตาม demand และ supply ดังนั้นเราก็จึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะหลับหูหลับตาแล้วคิดว่า demand จะยังคงอยู่แบบเดิม เพราะเมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมผู้คนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นั้นย่อมหมายถึง demand มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะมีการสนับสนุนจากภาครัฐก็ตาม แต่ภาครัฐก็ไม่สามารถยื้อกฏธรรมชาตินี้ไว้ได้ตลอดไป

เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ ก็มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ก็เช่นเดียวกับคำพูดที่เราคุ้นหูอีกคำหนึ่งก็คือ "มีวิกฤตย่อมมีโอกาศ" โอกาสที่ดีหลายๆอย่างก็มักจะมาพร้อมกับวิกฤติ เพียงแต่ผู้ที่จะสามารถมองเห็นโอกาสได้นั้นจะต้องมีสติปัญญาพอที่จะสามารถรู้ได้ว่าอะไรคือโอกาส ในทางทฤษฎีแล้วมันก็สามารถเป็นเช่นนั้นได้ หากเราสามารถปรับตัวให้มีความได้เปรียบตลอดเวลา เราก็คงจะเป็นคนที่รวยเอามากๆ และมีความสุขเอามากๆ เนื่องจากต่อให้เศรษฐกิจเป็นอย่างไร เราก็หาทางเอาตัวรอดได้เอง

แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นสิ่งที่ยากเอามากๆหากเราจะปรับตัวให้ได้เปรียบตลอดเวลา เพราะว่ามันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ แต่ปัจจัยที่สำคัญมากอันนึง ก็คือตัวเราเองนั้นแหละ คนส่วนใหญ่นั้นต้องการรอความช่วยเหลือมากกว่าที่จะช่วยตัวเองก่อน เหมือนที่ในหลวงสอนเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง จริงๆแล้วเป็นคำสอนที่ใช้ได้ทุกคนบนโลก แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจมันจริงๆ หลายๆคนนึกเพียงแค่ว่าเป็นการกลับไปปลูกผักทำไร่ หรือยอมที่จะมีความเป็นอยู่ลำบากแล้วบอกตัวเองว่าพอเพียง

จริงๆแล้วคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้น พยายามให้เราพึ่งพาตัวเองก่อนเสมอ นั้นก็เปรียบเสมือนว่าเรานี้แหละที่เป็นคนกุมชะตาชีวิตของตัวเองไว้ไม่ใช่ใครอื่น การที่จะมีปัญหาเศรษฐกิจหรือการเมืองนั้น ต่อให้เราได้รับผลกระทบในเชิงลบ เราก็ควรหาทางช่วยเหลือตนเองก่อนเสมอ ไม่หวังที่จะรอการช่วยเหลือจากคนอื่น และการที่จะรอดพ้นวิกฤตต่างๆไปได้นั้นสิ่งสำคัญเลยก็คือ "เราต้องพัฒนาตนเองให้เหนือปัญหาที่กำลังเผชิญ" ซึ่งหากทุกคนสามารถดำเนินตามนี้ประเทศเราก็คงจะไปสู่ Thailand 4.0 ได้แน่นอน


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary