ทางเลือกเวลาถือหุ้นแล้วไม่สบายใจ

ทางเลือกเวลาถือหุ้นแล้วไม่สบายใจ

นักลงทุนจำนวนมากคงเคยผ่านช่วงเวลาความไม่สบายใจเวลาถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเทรดหรือการลงทุนระยะยาวก็ตามต่างก็ต้องผ่านมาแล้วไม่มากก็น้อย ส่วนใหญ่แล้วเราจะพบบ่อยในกลุ่มนักเทรดมากกว่า เช่น เราอาจจะเห็นบางคนจะไม่ถือหุ้นข้ามวันหยุด บางครั้งก็อาจจะไม่สบายใจหากกำลังขาดทุน หรืออาจจะกลัวไม่ได้กำไรหากหุ้นกำลังขึ้นไป แต่ความไม่สบายใจนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันกับการลงทุนระยะยาว

สาเหตุของความไม่สบายใจในการถือหุ้นลงทุนระยะยาวมีได้หลากหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยเรื่องภาวะตลาด ความผันผวนของราคาหุ้น ความไม่แน่นอนของผลประกอบการ นโยบายดอกเบี้ย และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดมีส่วนต่อผลตอบแทนการลงทุนของเราทั้งสิ้น แต่เราต้องสังเกตุให้ดีว่าปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้มีทั้งสิ่งที่เราสามารถคาดการณ์ได้และไม่ได้ ตามตำรา VI เขามักจะบอกกันว่าไม่ให้เราคาดเดาสิ่งที่นอกเหนือความสามารถของเราแต่ให้เรายึดมั่นกับฐานะของบริษัทมากกว่า

ในการลงทุนระยะยาวเราควรที่จะลงทุนในขอบเขตความสามารถของเรา (Circle of competence) หากกิจการอยู่นอกเหนือความเข้าใจของเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนได้ เพราะตัวเลือกในการลงทุนก็ยังมีอีกมากมาย แต่ปัญหาบางครั้งก็คือเราลงทุนไปแล้วเรากลับมารู้ภายหลังว่ามีหลายเรื่องเกี่ยวกับบริษัทที่เรายังไม่รู้ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความไม่สบายขึ้นในการลงทุน เมื่อราคาหุ้นมีการผันผวนก็ยิ่งใจไม่ดี เสียวยิ่งกว่าขึ้นรถไฟเหาะเสียอีก บางครั้งเราตั้งใจจะถือหุ้นระยะยาว แต่เมื่อราคากลับตกลงมาทำให้เกิดการขาดทุนทางตัวเลข เราก็จะเริ่มไม่สบายใจยิ่งขึ้นกลัวว่าบริษัทจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

หากเกิดความไม่สบายใจขึ้น มีเลือกสำหรับนักลงทุนก็มี 2 ทางก็คือ

  1. ขายหุ้นออกไป
  2. ศึกษาเพิ่มเติม

สำหรับทางเลือกแรกนั้นก็ง่ายดีเพียงแค่ขายออกไปไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน ณ เวลานั้น หากบริษัทยากเกินไปต่อการทำความเข้าใจทางเลือกนี้ก็ดูจะเหมาะสม เพราะไม่แน่ว่าจากขาดทุนอาจจะกลายเป็นขาดทุนหนักขึ้นหรือ จากกำไรก็กลายเป็นขาดทุนได้ ที่ต้องระวังมากเป็นพิเศษคือบริษัทที่ดูเหมือนจะ Turn around หรือบริษัทที่เข้าข่ายวัฏจักร ซึ่งหากการลงทุนเราผิดพลาดก็จะนำผลขาดทุนมาให้เรามหาศาล

สำหรับทางเลือกที่สองนั้นก็คือศึกษาเพิ่มเมื่อเกิดความไม่สบายใจ ทุกปัญหาจะนำมาซึ่งโอกาสเสมอ ในเคสนี้ก็เช่นกัน มันทำให้เรามีโอกาสในการเพิ่มเติมความรู้ของเรามากขึ้น ซึ่งความรู้นี้จะติดตัวเราไปตลอดและในอนาคตเราก็จะกลายเป็นนักลงทุนที่เก่งขึ้นมากกว่าเดิม เมื่อเราศึกษาหุ้นจนมั่นใจมากขึ้นเราก็จะหวั่นไหวต่อความผันผวนน้อยลง หากศึกษาเพิ่มแล้วพบว่ามีแนวโน้มที่จะไม่ดีจริงๆเราจะได้สามารถขายออกได้อย่างมั่นใจ หรือหากพบว่ามันยังดีอยู่ก็สามารถถือต่อได้อย่างสบายใจ

ผมอยากยกตัวอย่างที่ดีมากๆจากนักลงทุนคนหนึ่ง นักลงทุนรายนี้ได้ติดหุ้นที่เข้าข่ายวัฏจักรในราคาที่สูง หากตัดสินใจขายก็น่าจะขาดทุนเกิน 40% ได้ แต่นักลงทุนรายนี้ได้ตัดสินใจศึกษาบริษัทเพิ่มเติมดูว่าจะมีโอกาสที่ผลประกอบการจะดีขึ้นหรือไม่ เมื่อศึกษาแล้วจึงพบว่าบริษัทนั้นถึงแม้จะมีความเป็นวัฏจักร แต่พื้นฐานของกิจการเช่นระดับหนี้สิน ความสามารถในการแข่งขัน แนวทางบริษัทในอนาคต ทั้งหมดโดยรวมถือว่ายังมีอนาคตที่ดีอยู่ นอกจากจะเข้าใจบริษัทมากขึ้นแล้ว นักลงทุนรายนี้ยังมีโอกาสได้ซื้อหุ้นเพิ่มด้วยในช่วงเวลาที่กิจการซบเซา บริษัทนั้นใช้เวลาอยู่ 3 ปี จากราคาต่ำสุดขึ้นมามากถึง 4 เท่าในปัจจุบัน นั้นแปลว่านอกจากจะสามารถออกจากดอยได้แล้วยังมีโอกาสได้ซื้อในราคาที่ต่ำทำให้ผลตอบแทนการลงทุนโดยรวมนั้นอยู่ในเกณฑ์ดี

แต่ท้ายที่สุดแล้วจะดีกว่ามากถ้าหากเราศึกษามาอย่างดีก่อนที่จะเข้าลงทุนเสมอ เราอาจจะไม่จำเป็นจะต้องรู้ทุกรายละเอียดของบริษัทก่อนเข้าลงทุน แต่จุดเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทนั้นเราจะต้องรู้ก่อนเข้าลงทุนทุกครั้ง เพื่อป้องกันและเผื่อทางเอาตัวรอดไว้ก่อน ดีกว่าเข้าลงทุนโดยไม่มีแผนการอะไรเลย


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ผมลงทุนมา 18 - 19 ปี ถ้าเราลงทุนมาเรื่อยๆแล้วพอร์ทของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป แสดงว่…