คุณประชา สอนการลงทุน

คุณประชา สอนการลงทุน

ผมลงทุนมา 18 - 19 ปี ถ้าเราลงทุนมาเรื่อยๆแล้วพอร์ทของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป แสดงว่าเรากำลังเดินถูกทางอยู่

แนวทางที่ผมใช้ไม่ต่างจาก Warren Buffett ก็คือแนวทาง Value investment แนะนำให้อ่าน Warren Buffett หรือ Peter Lynch หนังสือภาษาอังกฤษภาษาง่ายๆมีอยู่ทั่วไป หรือถ้าหนังสือแปลจะแนะนำหนังสือแปลของคุณ พรชัย รัตนนนทชัยสุข

แนวทาง Warren Buffett มีประเด็นหนึ่งที่ผมชอบมาก เมื่อก่อน Warren Buffett จะเน้นซื้อหุ้นถูกๆแล้วขายในราคาที่เหมาะสมหรือแพง แต่เมื่อพบกับ Charlie Munger ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้แนวทางซื้อหุ้นคุณภาพดีที่ราคาเหมาะสม ผมคิดว่าแนวทางนี้น่าจะตอบโจทย์ในระยะยาวมากๆ

กฏข้อแรกคือต้องเลือกหุ้นที่คุณภาพเยี่ยมหรือมีโอกาสที่จะคุณภาพเยี่ยมก่อน ราคาเป็นเรื่องรอง

เราไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านงบการเงินเก่งเหมือนนักบัญชี มีเพียง Financial ratio เพียงไม่กี่อย่างที่ใช้จริงๆ

Financial ratio หลักๆที่ใช้คือ

ROE

ต้องมี ROE ที่สูง การมีอัตราทำกำไรที่สูงสามารถบอกประสิทธิภาพการทำธุรกิจได้ แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นบริษัทที่สุดยอดเมื่อเทียบกับธุรกิจทั้งหมด ROE ต่างหากที่สามารถบอกได้ ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารส้มตำข้างทางที่ไม่ได้ดูดีมากแต่อาจจะลงทุนไม่กี่แสนและคืนทุนในไม่ถึงปี ดีกว่าร้านอาหารขนาดใหญ่ที่ลงทุนเป็นล้านแต่กว่าจะคืนทุนต้องใช้เวลาหลายปี

ต้องหา ROE สูงๆแต่หนี้สินต้องต่ำ เพราะถ้า ROE สูงและมีหนี้สินสูงก็จะทำให้ ROE สูงไปโดยปริยาย ในส่วนของหนี้สินก็ต้องคิดเฉพาะหนี้การจากยืมเงินเท่านั้น เช่น เงินกู้ธนาคารหรือการออกหุ้นกู้ และจะไม่คิดรวมส่วนของเจ้าหนี้เพราะไม่ใช่ความเสี่ยงใหญ่ของบริษัท

Trend ของ ROE ไม่ได้สำคัญ แต่สำคัญว่า ROE ปัจจุบันสะท้อนความสามารถไปแล้วหรือยัง แล้วอนาคต ROE ความจะเป็นเท่าไหร่ตามธรรมชาติของมัน ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยวิเคราะห์โรงพยาบาลกรุงเทพเทียบกับบำรุงราษฎ์และเกษมราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพในตอนนั้นมี ROE เพียงกว่า 10% ในขณะที่อีกสองมี ROE มากกว่า 20% แต่ไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลกรุงเทพไม่ดี เพราะเมื่อดูสาเหตุก็พบว่าบำรุงราษฎ์ใช้ capacity ไปแล้วกว่า 80% แต่โรงพยาบาลกรุงเทพมีการลงทุนใหม่ๆมากมายทำให้ capacity อยู่เพียง 60% ถ้าเทียบกับอีกสองโรงพยาบาลที่มี ROE สูงกว่า 20% ก็แปลว่าธรรมชาติของธุรกิจโรงพยาบาลนั้นดีมากๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ซ้อนอยู่คือ เมื่อลงทุนเยอะก็จะมีค่าเสื่อมเยอะ และค่าเสื่อมเหล่านี้ก็จะเป็นตัวกดกำไรลงไปทำให้ ROE ดูต่ำกว่าความเป็นจริง ในตอนนั้นค่าเสื่อมของโรงพยาบาลกรุงเทพมากถึง 10% ของยอดขาย แต่อีกสองโรงพยาบาลอยู่เพียง 5% เท่านั้น ทำให้รู้ว่าโรงพยาบาลกรุงเทพยังมี ROE ที่ซ้อนอยู่

เราต้องคาดการณ์ ROE ในอนาคตหรือธรรมชาติของมันคือเท่าไหร่ บางบริษัทเป็นธุรกิจที่ดีมากแต่ทำไม ROE ต่ำ บางครั้งบริษัทอาจจะมีเงินสดมากทำให้ ROE ต่ำ ส่วนนี้ไม่ได้สะท้อน ROE จริงๆของบริษัท เราอาจจะต้องตัดเงินสดออกจากงบการเงินเพื่อเห็นภาพ ROE จริงๆ

มีหลายเหตุผลที่ส่งผลกับ ROE เพราะฉะนั้นเราควรจะหาให้ได้ว่า ROE คืออะไร เช่น 7-11 เปิดร้าน 3 ปีคืนทุน BEAUTY 1 ปีคืนทุน After you 2 ปีคืนทุน โรงงานอาจจะ 7 - 10 ปีคืนทุน เหล่านี้คือ ROE

Cash cycle

เราจะสังเกตุว่า Warren Buffett มักจะต้องการบริษัทที่มีกระแสเงินสดดี เราต้องเข้าใจว่าบางครั้งการเติบโตของกำไรไม่ได้แปลว่าบริษัทดี เพราะบางครั้งบริษัทปล่อยลูกหนี้เยอะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเงินหนี้ได้ครบหรือเปล่า บางทีโตดีไม่กี่ปี แต่พอปีถัดไปต้องตั้งหนี้สูญเยอะ สุดท้ายกำไรที่เคยดีหายไปหมด

ตัวอย่างชัดๆคือค้าปลีก ค้าปลีกจะรับเงินสดหน้าร้านและพอผ่านไป 2 - 3 เดือนค่อยจ่ายให้กับเจ้าหนี้การค้า ความหมายก็คือรับเงินก่อนจ่ายทีหลัง ใน ratio เราก็จะพบว่ามี cash cycle ติดลบ ซึ่งแบบนี้ดี ถ้า cash cycle เป็นบวกเยอะๆไม่ดี CPN MAKRO HMPRO พวกนี้ติดลบหมด

Cash cycle ที่ดีมีประโยชน์มาก ข้อแรกก็คือคนทำธุรกิจจะรู้ว่าถ้าจะเอาของไปฝากขาย เราจะต้องนำเงินไปลงทุนผลิตก่อนถึงนำเงินไปฝากร้านค้า และกว่าที่เราจะได้รับเงินจากร้านค้าคือประมาณ 60 - 90 วัน ช่วงนั้นเราจะต้องหยุดผลิตเพราะเราต้องรอเก็บเงิน ข้อสองคือถ้าขายดีมากแล้วต้องการผลิตต่อเราจะต้องกู้ธนาคาร แปลว่าเราขยายงานก็จะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ถ้าต้องกู้ธนาคารมาร้อยล้านเราก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละหลายล้าน ในขณะที่บริษัทดีๆที่ไม่มีต้นทุนตรงนี้เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีจะเกิดความแตกต่างมหาศาล

นอกจากนั้นแล้วบริษัทที่มี cash cycle ดี เวลาได้เงินมาไม่จำเป็นที่จะต้องเก็บไว้เผื่อสินค้าคงคลังหรือเผื่อขยายงานในอนาคต ก็จะมีโอกาสจ่ายปันผลได้สูง หรือซื้อหุ้นคืนก็ได้ หรือถ้าจะ take over แล้วหากเราไม่มีหนี้สินเลย เราสามารถกู้ธนาคารได้ทันที รวมๆแล้วทั้งหมดคือ cash cycle ดีมีประโยชน์มหาศาล

ส่วนใหญ่บริษัทที่จะมีลักษณะแบบนี้เป็นกลุ่มค้าปลีก แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่จะดี หรือบางทีสินค้า consumer ก็มีลักษณะแบบนี้ได้ขึ้นอยู่กับ business model หรือบริษัทที่มี cash cycle บวกไม่เยอะมากก็ยังน่าสนใจ

Case study

TKN

หุ้นตัวนี้เข้าตลาดเมื่อธันวาคมปี 2558 ผ่านมาเกือบ 2 ปี จริงๆก่อนที่หุ้นนี้จะเข้าตลาดเราเห็นข่าวมาก่อนหน้านี้ เวลาเราลงทุนไปเรื่อยๆเราจะสนุกกับการตามธุรกิจว่าธุรกิจเป็นยังไงบ้าง ผมชอบทานเลย์อยู่แล้วเลยชอบติดตามข่าวเกี่ยวกับตลาด snack และมันมักจะมีข่าวเกี่ยวกับ TKN มาเรื่อยๆ เมื่อ 4 - 5 ปีก่อนได้ดูหนังเกี่ยวกับ TKN ก็ชอบ และคิดว่าน่าจะใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเพราะในหนังเขาเล่าการล้มเหลวไว้เยอะมาก ก็เลยพบว่าเด็กหนุ่มในหนังมีคุณภาพของการเป็นผู้ประกอบการมาก ถึงขนาดลาออกจากเรียนมาทำงานเลยทำให้รู้สึกว่าเด็กคนนี้สู้งาน ทำให้ติดตาม TKN มาตลอด

ช่วง TKN ก่อนเข้าตลาดหุ้น ตอนนั้นตลาดหุ้นไม่ค่อยดี ในปี 58 ดัชนีหุ้นลงไปถึง 11% จึงได้เข้าไปอ่านข้อมูล พออ่านแล้วก็รู้สึกชอบ สิ่งหนึ่งที่ชอบเลยคือ ROE สูง และสอง cash cycle เป็นบวกหน่อยๆซึ่งหายากมากในกลุ่ม consumer ในเมืองไทย เทียบกับบริษัทแบรนด์ดีๆเช่น มาม่า หรือซอสศรีราชา หรือเทียบกับอิชิตัน จะพบว่าบริษัทเหล่านี้มี cash cycle 60 - 80 วัน แปลว่าพึ่งพาการขายกับ modern trade เยอะมากทำให้กระแสเงินสดไม่ดีเพราะรับเงินทีหลัง แต่ TKN มี cash cycle บวกเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งถือว่าดีสุดอันดับสองในกลุ่ม consumer

ยอดขายในเมืองไทยที่ผ่านมาไม่ได้โตมากแล้ว แต่ยอดขายเมืองจีนกลับโตมาก ก่อนเข้าตลาด 4 - 5 ปี มียอดขายที่จีนเพียง 90 ล้าน แต่ปีต่อมาก็กลายเป็น 300 ล้าน 500 ล้าน จนถึงจบปีตอนเข้าตลาดน่าจะ 800 ล้าน ผมเลยรู้สึกว่าโอกาสน่าจะมหาศาลเลยลองทำการบ้าน เช่น ค้นหาผู้บริหารใน Youtube ซึ่งผมว่าตรงนี้เป็นประโยชน์มากๆ ทำให้ชอบตรงที่มี management quality ที่ดีเยี่ยม ซึ่งส่วนนี้เป็นอีกประเด็นที่จะต้องดู

Management quality เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเสริม ก็คือธุรกิจต้องดีมีการบริหารที่เยี่ยม แล้วราคาค่อยมาดูทีหลังว่าตรงไหนเหมาะสม และ TKN ก็มีทั้งสองอย่าง

ตัวอย่างเช่นเมื่อตอนสินค้าเข้า 7-11 ใหม่ๆ ช่วงหลายเดือนแรกเขาเข้าไป 7-11 ทุกวันเพื่อนับว่าสินค้าขายได้หรือเปล่า จนพนักงานต้องมาถามดูว่าเป็นคู่แข่งหรือเปล่า คุณต๊อบเลยแนะนำตัวว่าไม่ใช่คู่แข่งแค่มาดูว่าของตัวเองขายได้ดีหรือเปล่า ผู้จัดการร้านจึงบอกว่าของอร่อยแต่ตั้งอยู่ชั้นวางข้างล่างจึงไม่มีคนเห็น เลยแนะนำให้ลองชั้นวางแบบใหม่ที่เป็นสายห้อยซึ่ง 7-11 กำลังทดลองอยู่ คุณต๊อบจึงไปคุยกับบริษัท 7-11 ว่าอยากลองขึ้นชั้นวางแบบสายห้อยคนจะได้เห็น ตั้งแต่นั้นมายอดขายก็โตตลอด เขาจึงคิดได้ว่าต่อให้สินค้าอร่อยแค่ไหนแต่ถ้าคนไม่ได้เห็นหรือหยิบง่ายหรือไม่รู้จักแบรนด์ไม่มีทางที่จะขายดีเลย

มีอีกรายการหนึ่งที่ดู เป็นรายการนั้นก็ได้ไปสัมภาษณ์พนักงาน ซึ่งพนักงานก็บอกว่าทำงานอยู่กับคุณต๊อบมาตั้งแต่ต้นๆแล้ว บริษัทเปิดมา 2- 3 ปี คุณต๊อบใจร้อนแต่ข้อดีคือออกภาคสนามตลอดเวลา ไปเชคของตลอดเวลา จนบางทีข้อมูลคุณต๊อบรู้ก่อนฝ่าย Sale ด้วยซ้ำ ผมจึงรู้สึกว่านี่คือคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่หาได้ยากมาก อีกรายการคือ Money talk weekly ของอาจารย์ไพบูลย์ ก็ถามคุณต๊อบว่าเห็นธุรกิจโตดีที่อินโดนีเซียและจีน จากนี้ไปเมืองไทยคงจะอิ่มตัวแล้วมีแผนจะไปขยายตลาดที่ไหนต่อ คุณต๊อบตอบว่าประเทศที่จะเข้าไปตีให้ชนะก่อนคืออินโดนีเซีย พิธีกรก็งงว่าจีนดูมีศักยภาพมากกว่าเยอะแต่ทำไมไม่ไป คุณต๊อบบอกว่าเพราะตลาดอินโดนีเซียเข้าไปจนจะชนะแล้วจึงต้องรีบเข้าไปช่วย distributor ให้ตีชนะไปเลย ผมฟังแล้วก็รู้สึกเด็กคนนี้น่าสนใจมาก เพราะจากประสบการณ์ฟังมาหลายปีพบว่าเมืองจีนมีศักยภาพมหาศาลและมีประชากรมาก แต่คนไทยหลายคนไปลงทุนเมืองจีนแล้วเจ๊งกลับมาตลอด ทั้งโดนก้อปปี้บ้างอะไรบ้างผมว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พอผมได้ยินเด็กหนุ่มคนนี้พูดเลยทำให้รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ได้บุ่มบ่ามแบบที่คิด นี่คือสิ่งที่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง

ช่วงเข้าตลาดตอนนั้นตลาดหุ้นดูแย่มากซึ่งผมมองว่าเป็นเวลาที่ดีมาก TKN IPO อยู่ที่ 4 บาท ในขณะที่บทวิเคราะห์ให้ราคาอยู่ที่ 4.50 - 5 บาท บทวิเคราะห์มักจะบอกว่าให้ PE เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ประมาณ 16 - 17 เท่า ผมจึงคิดว่า TKN มีศักยภาพและไม่ควรอยู่เท่ากับค่าเฉลี่ย เวลาเราหาธุรกิจที่จะดีเราควรมองหาธุรกิจที่มีโอกาสดีกว่าค่าเฉลี่ย เพราะถ้าธุรกิจดีเท่าค่าเฉลี่ยแปลว่าไม่ใช่ธุรกิจที่ยอดเยี่ยม และผมก็ทำการบ้านว่าตลาดจีนนั้นเป็นไปได้ ผมคิดว่าราคาหุ้นน่าจะอยู่ที่ 6 - 7 บาท แต่ TKN เปิดวันแรกมา 5 บาท ผมซื้อทันที ซึ่งน้อยครั้งที่ผมจะซื้อหุ้น IPO วันแรก

หลังจากซื้อแล้วมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมกิจการ ผมจึงถามเขาว่า บริษัทดีเป็นอันดับสองของตลาดที่มี cash cycle เกือบติดลบ ทำอย่างไรถึงมี cash cycle แบบนี้ เขาก็ตอบกลับมาว่าเมื่อสมัยเข้า 7-11 ได้และมียอดขายโตขึ้นถึงพันล้าน ปรากฏว่าตอนนั้นบริษัทไม่สามารถผลิตเพิ่มได้เพราะขายของไปมีแต่ลูกหนี้แต่ไม่มีเงินสดเข้ามาเลย คุณต๊อบเลยมาคิดใหม่ว่าอาจจะต้องส่งออก ในตอนนั้นก็เริ่มมีคนมาซื้อของไปขายที่สิงคโปร์ ก็เลยบินไปสิงคโปร์เพื่อดูว่าขายเป็นยังไงบ้าง จึงพบว่าก็มีทั้งคนไทย คนสิงคโปร์ และจีนมาซื้อของเหมือนกัน เขาจึงคิดที่จะส่งออกตั้งแต่วันนั้นเพราะคนมาซื้อจ่ายเป็นเงินสด ผมถามต่อว่าเลือก distributor ยังไง เขาตอบว่าเขาเดินเข้าไปในร้านเพื่อหยิบดู distributor จากสินค้าต่างๆและไล่โทรถามทั้งหมด นี่เป็นครั้งแรกที่เริ่มส่งออกจริงจัง เริ่มจากสิงคโปร์ ต่อมาคือฮ่องกงและใต้หวัน

เมื่อมาดู Oppday ก็พบว่า TKN ขาย modern trade เพียงประมาณ 24% เท่านั้น ที่เหลือส่งออกหรือขายโชห่วยทั่วไปซึ่งได้รับเป็นเงินสด ผมจึงรู้สึกว่าเขารู้จักมูลค่าของ cash cycle ว่ามีผลมหาศาลในช่วงอายุ 20 กว่าเท่านั้น ในอนาคตน่าจะมีศักยภาพในการคิดอะไรต่อไปอีกมาก และเชื่อว่าเมื่ออายุ 40 - 50 ก็น่าจะติดหนึ่งในเศรษฐีของเมืองไทยแน่นอน

นอกจากการบริหารแล้วก็จะต้องไปดูว่าธรรมชาติของธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับ snack food ผมก็ไปค้นหาธุรกิจที่ใกล้เคียงกันว่าธุรกิจประเภทนี้เป็นเพียงแฟชั่นที่เดี๋ยวก็จบไปหรือว่ามีความยั่งยืนหรือไม่ คุณภาพที่ผมเลือกดูอีกอันคือดูว่าธุรกิจนั้นจะต้องมีความยั่งยืนสูง หมายถึงคนจะต้องมากินมาใช้อย่างต่อเนื่องไม่ใช่ว่าซื้อวันนี้แล้วอีก 10 ค่อยมาซื้อใหม่ ผมพบว่าธุรกิจประเภทนี้ก็มีอย่างบริษัทอาหารยอดคุณ (Useful food) ทำธุรกิจมาแล้ว 30 ปี ซึ่งก็มีสินค้าหลัก 3 อย่างที่ขายมาแล้วกว่า 30 ปี จนปัจจุบันก็ยังเห็นอยู่ตามร้านต่างๆ ผมจึงคิดว่าธุรกิจแบบนี้มีความยั่งยืนพอสมควร แต่ก็มีจุดอ่อนบ้างพอสมควรเช่น cash cycle ไม่ดีเพราะต้องนำสินค้าไปฝากขายกับ modern trade

ผมยังได้ทำการบ้านอีกตัวหนึ่งคือ Frito Lay หาข้อมูลยากหน่อยเพราะอยู่ต่างประเทศ Lay เกิดมาตั้งแต่ปี 1960 ทำให้ผมคิดว่ามีความยั่งยืนพอสมควร ในตอนนั้นบริษัทมีสินค้า 3 - 4 อย่างที่ติดตลาดมาก และบริษัทก็ได้พยายามออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาเรื่อยๆ จนมีช่วงหนึ่งบริษัทได้ออกสินค้า Tostitos (ขนมทรงสามเหลี่ยม) และสินค้านี้ก็ยอดขายดีขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ของบริษัทภายในเวลา 2 ปีเท่านั้น ในช่วงนั้นบริษัทมีสินค้าอยู่ประมาณ 11 รายการ บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกสินค้าตั้งแต่อันดับ 6 ลงมา เพื่อทุ่มการตลาดให้ Tostitos เพียงอย่างเดียว ทำให้ 3 - 4 ปีต่อมาสินค้านี้ก็ได้กลายเป็นสินค้า flagship อีกตัวของบริษัท

ธุรกิจประเภทนี้มี ROE สูงมาก บริษัทอาจจะใช้งบเพียง 20 ล้านในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ถ้าพลาดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าชนะกำไรอาจจะได้เป็นร้อยล้านพันล้าน สินค้าเพียงตัวเดียวอาจจะสามารถทำให้ market cap เป็นหมื่นล้านได้ ดูอย่างโออิชิ อิชิตันที่เคยเป็นมาก่อน หรือมาม่าก็มีกำไรถึงสองพันล้านต่อปี ธุรกิจซอสศรีราชาก็กำไรหลายร้อยล้านต่อปี

จริงๆแล้วธุรกิจประเภทนี้ไม่ใช่การขายของแต่เป็นธุรกิจ marketing เพียงแค่บริษัทต้องมีไอเดียและพยายามออกผลิตภัณฑ์ดีๆ ถ้าเจอผลิตภัณฑ์ที่โดนเพียงตัวเดียวก็อาจจะสามารถทำให้บริษัทมี market cap มหาศาลได้ ผมย้อนกลับไปดูรายการก็พบว่า TKN ก็เคยพยายามออกผลิตภัณฑ์อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมชอบมากหากทีมบริหารล้มเหลวบ่อยเพราะจะทำให้ไม่บุ่มบ่าม ผมเคยแนะนำว่าถ้าสินค้าไหนไม่โดนก็ทิ้งได้เลยและไปหาสินค้าใหม่เพราะผมรู้ว่าต้นทุนต่ำ แต่ถ้าสามารถพบสินค้าที่โดนได้ ส่วนที่เหลือคือการทำ marketing และการจัดจำหน่าย เหล่านี้คือ key success ของธุรกิจ

สรุปว่าธุรกิจต้องมี ROE สูง มี cash cycle ที่ดี มีศักยภาพที่จะยอดเยี่ยม เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนสูง และถ้ามีทีมบริหารที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ส่วนราคาหุ้นค่อยเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะดู

AOT

บริษัทที่ผมพลาดได้แย่มากคือ AOT ผมเจอตั้งแต่ช่วงราคาประมาณ 40 บาทก่อนแตก par จริงๆแล้วเป็นธุรกิจที่มีคุณภาพ มีการผูกขาด มีความยั่งยืน และมีศักยภาพสูงมาก ทุกวันนี้คงไม่ต้องสงสัยว่ามีคุณภาพแค่ไหน ตอนผมซื้อครั้งแรกผมเชื่อว่าราคาต้อง 100 บาทได้แน่นอน ตอนนั้นผมคิดว่าบริษัทมี downside ต่ำ มีโอกาสอีกมาก ผ่านมา 1 ปีหุ้นขึ้นไป 100 บาทแล้วผมจึงขายทิ้งไปเพราะคิดว่าถึงราคาที่เหมาะสมแล้ว ปรากฏว่าเมื่อผ่านมาอีก 1 - 2 ปี ก็พบว่าศักยภาพนั้นมีเยอะกว่าที่คิดไว้อีกมากทำให้ผมพลาดไปมากถึง 4 เท่า ภายใน 2 - 3 ปี

หลังจากปรับมาใช้วิธีการลงทุนแบบเน้นคุณภาพเป็นหลัก ผมคิดว่าราคาเป้าหมายเป็นเรื่องรอง ถ้า PE ยังอยู่ในระดับที่พอรับได้ไม่สูงเกินไปไม่ถูกเกินไปให้ถือไปเรื่อยๆจนกว่าธุรกิจจะอิ่มตัว น้อยครั้งมากที่เราจะพบหุ้นคุณภาพดี ถ้าเราเจอหุ้นคุณภาพดีเราจะไม่มีความกังวลว่าหุ้นจะลง ผมอยากให้นักลงทุนคิดง่ายๆคือเราซื้อหุ้นเพราะคิดว่าหุ้นจะขึ้น ถ้าหุ้นนั้นจะสามารถทำ new high ได้ กำไรจะต้องมี new high

ทุกครั้งที่มีวิกฤติหรือมีความกังวลต่อเศรษฐกิจ ให้คิดง่ายๆว่าในอีก 2 - 5 ปี หุ้นที่เราถือตัวไหนจะมีกำไร new high ถ้ากำไรสามารถทำ new high ได้ ราคาหุ้นก็จะมี new high เกือบแน่นอนถ้าราคาหุ้นไม่ได้สูงเกินไป ถ้าเราคิดง่ายๆแบบนี้เงินที่เราลงไปจะไม่สูญหาย

ตอนที่ซื้อ AOT ราคา 40 บาท ตอนนั้นมี PE อยู่ประมาณ 17 - 20 เท่า ส่วนตอนที่ขาย 100 บาท ตอนนั้นมี PE 25 เท่า ตอนนั้นก็คิดว่า PE สูงกว่าในอดีต นักท่องเที่ยวจีนที่โต 10% ก็ดูสูงผิดปกติ ก็เลยขายไปเพราะคิดว่าแพงกว่าปกติ นี่คือสิ่งที่ผิดพลาดที่เราประเมิณคุณภาพของธุรกิจต่ำเกินไป เมื่อบริษัทขยายมาดอนเมืองก็ทำให้มีสนามบินเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม นักท่องเที่ยวก็มาเพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย ต้นทุนเราเท่าเดิมที่เหลือก็รับเงินเพียงอย่างเดียว เราพลาดเพราะเราสนใจราคาเป้าหมายของมันมากเกินไป

ความรู้ใหม่คือเมื่อก่อนเราไม่รู้ว่าสนามบินสามารถรองรับ capacity เกิน 100% ได้ ทุกวันนี้สุวรรณภูมิที่เขียนไว้รับได้ปีละ 45 ล้านคนต่อปี แต่ทุกวันนี้รองรับเกือบจะ 60 ล้านคนแล้ว ผมรู้สึกว่าเราต้องพัฒนาความรู้ของเราตลอดเวลา ศึกษาธรรมชาติของธุรกิจทุกธุรกิจให้ถ่องแท้ก่อนจะลงทุน

Q & A

เวลาลงทุนมองภาพยาวขนาดไหน?

อย่างน้อยต้องนึกภาพให้ออกว่า 3 - 5 ปี จะเป็นยังไง และหลังจากนั้น 5 - 10 ปีจะมีความยั่งยืนขนาดไหน เพราะฉะนั้นในช่วง 3 - 5 - 10 ปี เราต้องมีภาพให้ชัดก่อนลงทุน ก่อนจะลงทุนอยากให้มอง downside ก่อน upside ผมจะนึกก่อนเสมอว่าถ้าลงทุนพลาดแบบแย่ๆแล้วจะขาดทุนเท่าไหร่ ธุรกิจจะเจ๊งไปเลยหรือเปล่า ถ้าธุรกิจไม่มีความยั่งยืนเราจะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะขาดทุน

จริงๆเราทุกคนเป็นนักลงทุนที่ดีได้ เราทุกคนมีจุดแข็งของเราเองอยู่แล้วอย่างเช่นถ้าจะเริ่มดูหุ้นก็ให้เริ่มจากอุตสาหกรรมที่เราอยู่ก่อน วิเคราะห์ว่าธรรมชาติของธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้คืออะไร เราจะรู้ว่าบริษัทไหนได้เปรียบอย่างไร และเราจะได้เปรียบนักวิเคราะห์หรือนักลงทุนคนอื่น ที่เหลือเราก็อาจจะฟังนักวิเคราะห์เพิ่มเติมและค่อยดูมูลค่าว่าเป็นอย่างไร

มองหุ้นกลุ่มธนาคารและประกันอย่างไร?

ปกติหุ้นกลุ่มการเงินในต่างประเทศระยะยาวจะอยู่ที่ PE ประมาณ 10 เท่า จริงๆแล้วธนาคารเป็นธุรกิจที่ดี ใหญ่ และมั่นคง แต่ความเสี่ยงก็คือมันจะมีวัฏจักร ถ้าเศรษฐกิจแย่ธนาคารก็มีโอกาส NPL (Non-performing loan) สูง กำไรก็จะลดเร็ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ PE สูงๆเป็นไปได้ยาก และจะต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือ sector ที่ปล่อยกู้จะเป็นอย่างไร ส่วนประกันจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า ต้องดูว่าขยายฐานลูกค้าได้ดีแค่ไหน ประกันนั้นจะรับเงินก่อนแล้วนำไปบริหารผลตอบแทน ในระยะยาว 5 - 10 ปี ยิ่งเข้าสู่ช่วงคนแก่ตัวลงและดูแลสุขภาพมากขึ้นทำให้เป็นธุรกิจที่ดี

มีการ review หลักการลงทุนบ่อยแค่ไหน?

ต้องดูทุกๆวัน เราต้องคอยสงสัยความเชื่อของตัวเองทุกวัน ไม่มีสูตรสำเร็จที่เราสามารถเรียนรู้แล้วใช้ไปได้อีก 20 - 30 ปี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา หาความรู้ตลอดเลา เมื่อพัฒนาทุกวันจะมีจุดหนึ่งที่เรามีวิวัฒนาการ ทุกวันนี้ที่เราอยู่ได้เป็นเพราะเรามีการปรับตัวมีวิวัฒนาการตลอดเวลา ถ้าเราทำแบบเดิมที่เคยทำเมื่อ 20 ปีที่แล้วเราจะเจ๊ง เพราะฉะนั้นเราต้องมีวิวัฒนาการของเราตัวเอง เราต้องไม่ประมาทกับความเชื่อเรา เมื่อตอนซื้อหุ้นไปก็ต้องคอยดูว่าจุดไหนพลาด จุดไหนคิดผิดหรือคิดถูก หรือมีความรู้เพิ่ม

ได้ใช้เทคนิกบ้างหรือเปล่า?

เมื่อสมัยก่อนเคยดู แต่หลังๆไม่ค่อยดูเพราะรู้สึกไม่เหมาะกับเรา เพราะเมื่อคิดแบบนักลงทุนระยะยาวแล้วเทคนิกจะไม่ค่อยมีความหมาย

ดู ROE จาก equity ส่วนไหนบ้าง?

ดูง่ายๆ ให้ดู equity รวมเลย

มองหุ้นโรงพยาบาลอย่างไรบ้าง?

เป็นธุรกิจที่ดีมาก จริงๆแล้วผมพลาดเหมือนกัน ผมซื้อโรงพยาบาลกรุงเทพเมื่อสมัย 25 บาท (ก่อนแตก par) แล้วขายทิ้งไปตอน 80 - 90 บาท เพราะเมื่อสมัย 5 - 6 ปีที่แล้วที่เริ่มมาใช้แนวทางดูหุ้นคุณภาพแต่ผมยังติดเรื่องการตั้งราคาเป้าหมายมากเกินไป ถ้าเราพบธุรกิจที่ดีอย่าเพิ่งคิดถึงเรื่องขาย ให้ถือไปเรื่อยๆก่อน ยกเว้นพบบริษัทใหม่ที่ under value หรือบริษัทพื้นฐานเปลี่ยน การที่ราคาหุ้นมาถึงราคาเป้าหมายในปีนั้นๆไม่ได้แปลว่าควรจะขาย เพราะถ้าคุณภาพดี ราคาเป้าหมายเป็นเพียงแค่ราคาเหมาะสมเท่านั้น สำหรับผมถ้าเจอหุ้นคุณภาพดี ราคาเป้าหมายของปีนั้นๆยังเป็นราคาที่สามารถซื้อสะสมได้ พอผ่านไปอีก 2 - 3 ปีมันจะดีมาก

โรงพยาบาลเป็นหุ้นที่ดีมาก ย่ิงปัจจุบันจะเข้าสู่ภาวะคนแก่ตัวลง และเราก็รู้ว่าค่าพยาบาลก็เพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่สามารถต่อรองได้ สมมุติผ่าตัดเบาหวานราคาสองแสนเราก็ไม่สามารถต่อเหลือแสนห้าได้ ผมเชื่อว่าโรงพยาบาลมีความสามารถในการต่อรองเหนือผู้บริโภคเยอะ และยังเป็นธุรกิจที่จำเป็น เมืองไทยก็ยังขาดแคลนโรงพยาบาลอีกเยอะมากไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน ผมจึงคิดว่าโรงพยาบาลยังเป็นธุรกิจที่ดี


สามารถชมคลิปเต็มได้ที่นี่ https://goo.gl/XVFqfU


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

นักลงทุนจำนวนมากคงเคยผ่านช่วงเวลาความไม่สบายใจเวลาถือหุ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเทรดหรือการลงทุนระยะยาวก็ตามต่างก็ต้…