ซื้อหุ้นรับขวัญหลาน

ซื้อหุ้นรับขวัญหลาน

ในช่วงนี้ผมก็มีหลานเพิ่มขึ้นอีก 1 คน ผมได้สังเกตุว่าตามประเพณีและการแสดงความยินดีกับเด็กแรกเกิดนั้น หลายๆคนก็เลือกที่จะซื้อของให้หรือบางทีก็อาจจะเป็นเครื่องประดับที่ทำจากทอง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมอยากจะซื้อของรับขวัญหลานบ้าง แต่ผมก็ไม่อยากซื้ออะไรที่ซ้ำกับคนอื่นมากนัก ผมอยากซื้ออะไรก็ได้ที่มีคุณค่าและในอนาคตมันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ "หุ้น" นั่นเอง

หลังจากที่ผมตัดสินใจได้ว่าผมน่าจะซื้อหุ้นให้ คำถามต่อมาที่เป็นคำถามใหญ่ที่สุดก็คือหุ้นอะไร? หลักการลงทุนที่ผมจะใช้นั้นก็น่าจะเป็นหลักการลงทุนระยะยาวที่ผมใช้อยู่ปัจจุบัน เพราะแน่นอนว่าการซื้อหุ้นเป็นมรดกให้ลูกหลานนั้นผมไม่ต้องการให้เมื่อเด็กโตขึ้นมาแล้วหัวเราะว่าผมซื้อหุ้นประหลาดให้แก่เขา แต่ถึงแม้จะเป็นหลักการลงทุนระยะยาวเหมือนกัน แต่อาจจะต้องมีเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกันออกไปจากที่ผมใช้ลงทุน

สาเหตุที่ผมต้องใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างออกไป เหตุผลก็เพราะการซื้อหุ้นให้หลานนั้นผมอยากที่จะซื้อหุ้นเพียงครั้งเดียวและให้มันเติบโตไปจนตลอดที่หลานผมเติบโตขึ้น ระยะเวลาการถือครองก็อาจจะ 20 ปีเป็นอย่างน้อย ดังนั้นหุ้นที่จะเข้าเกณฑ์นี้ได้ก็จะแตกต่างจากที่ผมลงทุนปัจจุบันเพราะว่าพอร์ทของผมนั้นผมมีเวลาดูแลและติดตามอยู่ตลอดเวลา เมื่อผมได้กฏอันแรกนี้ก็จะทำให้จำนวนหุ้นที่จะมาเป็นตัวเลือกนั้นมีน้อยลงมาก

ในการที่เราจะสามารถถือครองหุ้นได้มากถึง 20 ปีนั้น ผมต้องการบริษัทที่มีความมั่นคงสูงและต่อไปอีก 20 ปี บริษัทก็จะยังคงอยู่และเติบโตขึ้น ในตลาดหุ้นไทยก็มีบริษัทที่เข้าข่ายนี้อยู่เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หุ้นสนามบิน หุ้นโรงพยาบาล หุ้นค้าปลีก และหุ้นอีกหลายๆประเภท ซึ่งหุ้นเหล่านี้ผมมีความเชื่อมั่นพอสมควรว่าจะสามารถถือครองได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานและยังมีโอกาสเติบโตในอนาคตอีกด้วย เมื่อดูจากแก่นแล้วก็จะพบว่าหุ้นเหล่านี้มีลักษณะที่คล้ายกันอยู่ปัจจัยหนึ่งคือ เป็นธุรกิจที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ในขณะที่โลกปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีโดยตรง

เมื่อคิดคร่าวๆผมก็พบว่าบริษัทที่ผมต้องการจะต้องมีลักษณะด้วยกัน 2 ประการคือ

  1. มีการเปลี่ยนแปลงน้อย
  2. มีโอกาสในอนาคต

การมีโอกาสที่ดีในอนาคตนั้น หากพูดให้เจาะจงมากขึ้นก็น่าจะหมายความว่าบริษัทมีโอกาสในการเติบโตได้อย่างน้อย 10 เท่าในระยะเวลา 20 ปี ซึ่งสามารถแปลงเป็นผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ราวๆ 13% แบบทบต้น การมีเป้าหมายนี้ก็จะสามารถคัดกรองหุ้นได้อีกมากโดยผมคิดง่ายๆโดยวิธีการคำนวนจาก market cap.

ยกตัวอย่างเช่น หุ้น AOT ที่มีขนาด market cap. ปัจจุบันราวๆ 8 แสนล้านบาท แปลว่าหากผมต้องการอย่างน้อย 10 เท่า ในอนาคต AOT ก็จะมีขนาดใหญ่มากถึง 8 ล้านล้านบาท ซึ่งสำหรับผมแล้วคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่ AOT จะมีขนาดใหญ่ขนาดนั้น ดังนั้นผมจึงควรจะต้องตัด AOT ออกจากรายชื่อ เพราะไม่เข้ากฏข้อที่ 2

นอกจากจะมีกฏเหล็ก 2 ข้อดังกล่าวแล้ว ผมคิดว่าก็ยังต้องมีการพิจารณาอย่างอื่นด้วย เช่นคุณภาพของบริษัทในเรื่องของการทำกำไร คุณภาพของผู้บริหาร และอื่นๆอีกมาก ก่อนที่จะได้หุ้นเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ผมจะตัดสินใจลงทุนจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้วผมไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ผมทำนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะผมก็ยังไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ความยากของโจทย์ครั้งนี้คือการมีระยะเวลาถือครองที่นานมาก ผมไม่สามารถมองออกได้ว่าอนาคตอันไกลขนาดนั้นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง แต่ผมก็อยากลองดูเช่นกันว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นอย่างไร


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ผมลงทุนมา 18 - 19 ปี ถ้าเราลงทุนมาเรื่อยๆแล้วพอร์ทของเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป แสดงว่…