Karmart - สวยง่าย จ่ายเบา สไตล์เกาหลี

Karmart - สวยง่าย จ่ายเบา สไตล์เกาหลี

ข้อมูลทั่วไป

บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)

ดำเนินธุรกิจนำเข้า ผลิต และจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องสำอางและสินค้าอื่นๆหลากหลายประเภท โดยมีทั้งภายใต้แบรนด์ตัวเอง (Karmart) และเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์อื่น

บริษัทมีช่องทางจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าตัวแทนต่างๆทั่วประเทศทั้งร้านค้าส่งและปลีก และรวมถึงขายผ่านร้านค้าปลีกของบริษัทเอง KARMARTS ซึ่งมีการตกแต่งร้านของตัวเอง นอกจากนี้บริษัทก็ยังเริ่มขยายสาขาไปยังต่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

ร้านค้าปลีก Karmart จะรวบรวมผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของทุกแบรนด์ในเครือของบริษัทไว้ในที่เดียว (One-stop service) ตกแต่งร้านค้าด้วยสีโทนชมพูเหมือนอีกเจ้า ปัจจุบันมีอยู่ 51 สาขาในประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นแฟรนไชส์ 100%

ร้านค้าที่ไม่ใช่ของ Karmart มีทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ เช่น 7-11, Family mart, Max Valu, Big C, Lotus, Tops, Lawson108, Makro, Boots, Watson และอื่นๆอีกมากมาย รวมถึงการจำนวนออนไลน์ทั้งผ่านเวปของบริษัทและของคู่ค้าอื่นๆเช่น Lazada, Robinson, Zalora, weloveshopping, Shopee และ Line shop

การส่งออกปัจจุบันมีทั้งหมด 11 ประเทศคือ สิงคโปร์, กัมพูชา, เวียดนาม, เมียนม่า, จีน, ลาว, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เอมิเรตส์, บังกลาเทศ และอินเดีย โดยมีทั้งรูปแบบของการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายและ JV (ปัจจุบันมี JV เพียง 3 ประเทศคือ จีน เวียดนาม และมาเลเซีย)

บริษัทมีผลิตภัณฑ์เพื่อความงามครบวงจรมีทั้งสิ้นกว่า 1,000 รายการ ในส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นแบรนด์ของบริษัทมีอยู่ด้วยกัน 9 แบรนด์

  1. Cathy Doll
  2. Cathy Choo
  3. Baby Bright
  4. Jejuvita
  5. รื่นรมย์
  6. Crayon
  7. Oppa Style
  8. Boya
  9. Nuna

ส่วนแบรนด์ที่นำเข้ามาจำหน่ายคือ MISSHA ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องสำอางจากเกาหลี แต่ทั้งหมดทุกแบรนด์ก็จะมีการตั้งกลุ่มลูกค้าและตำแหน่งทางการตลาดที่แตกต่างกันออกไป

สินค้าแบรนด์ของบริษัทนั้นส่วนใหญ่จะผลิตในต่างประเทศ แต่บริษัทก็ยังมีโรงงานเป็นของตัวเองในการผลิตสินค้าที่มีกระแสตอบรับดี ซึ่งแต่เดิมแล้วโรงงานนี้เป็นโรงงานเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนที่บริษัทจะเลิกการดำเนินธุรกิจในส่วนนี้ไป

กลยุทธ์ในทำธุรกิจคือการประชาสัมพันธ์ในสื่อที่หลากหลายที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้มาก ทั้งแบบ offline เช่น สื่อสิ่งพิมพ์, ทีวี, สื่อนอกสถานที่ (Out of home) และ online เช่น Facebook (แต่ละแบรนด์ก็จะมี page แยกออกเป็นของตัวเอง), Instagram, Line, Youtube.

ท้ายที่สุดแล้วบริษัทยังมีบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจอื่นๆอีกด้วย

  1. บริษัทอิไอโคนิค พรอพเพอร์ตี้ ประกอบกิจการโรงแรมและรีสอร์ท
  2. บริษัท เจ คอส แลบอราทอรีส์ ผลิตสินค้าความงามหลากหลายประเภท
  3. Karmarts Vietnam ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าของบริษัทในประเทศเวียดนาม

จุดเด่น

  • ธุรกิจความงามเป็นธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรที่สูง เช่น สินค้าราคา 100 บาท อาจจะมีต้นทุนการผลิตเพียง 10 - 20 บาทเท่านั้น
  • ธุรกิจความงามถือเป็นอีกอุตสาหกรรมที่ไม่น่าจะถูกกระทบมากนักจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความสวยความงามถือเป็นตลาดที่มีมายาวนานนับพันปี
  • บริษัทไม่ได้เน้นการเปิดสาขาในจำนวนมาก ทำให้มีความคล่องตัวมากกว่าในเรื่องของต้นทุน และนอกจากนี้ยังจะได้รับผลกระทบน้อยหากพฤติกรรมการซื้อผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปเป็นออนไลน์มากขึ้น

ข้อควรระวัง

  • จากการที่ไม่ได้พึ่งพาหน้าร้านของตัวเองในการจำหน่ายมากนัก บริษัทต้องอาศัยการฝากขายผ่านร้านค้าอื่นๆ ทำให้อาจจะมีกำไรขั้นต้นที่น้อยกว่าการขายผ่านร้านตนเอง และต้องให้เครดิตการค้าแก่ร้านค้า
  • การผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศทำให้กำไรอาจจะผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
  • ถึงแม้ว่าธุรกิจความงามจะมีอัตรากำไรที่สูง แต่การแข่งขันก็สูง และการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ก็สามารถทำได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะสามารถสร้างแบรนด์ได้แข็งแกร่งขนาดไหน

งบการเงิน

รายได้

รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด การเติบโตเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี นั้นสูงกว่า 20% สัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มเครื่องสำอาง 47% กลุ่มดูแลผิวหน้า 30% กลุ่มดูแลร่างกาย 18%

ต้นทุนของบริษัทดูมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยมีการเติบโตในอัตราที่ช้ากว่ายอดขาย ซึ่งถือว่าดีและน่าจะเพราะการที่มี Economy of scale ที่ดีขึ้น

ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายนั้นก็เติบโตขึ้นตามยอดขายที่โตขึ้น ในจุดนี้น่าสนใจว่าบริษัทจะสามารถสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายการขายได้หรือไม่

กำไรสุทธิของบริษัทเติบโตขึ้นในอัตราที่สูงและเป็นไปตามยอดขายที่โตขึ้น แต่เมื่อดูจากที่ผ่านมาแล้วจะพบว่าบริษัทมีค่าใช้จ่ายการขายและบริหารที่ควบคุมได้ แต่ต้นทุนอาจมีโอกาสผันผวนซึ่งจะเป็นส่วนที่มีผลต่อกำไรสุทธิ

ฐานะการเงิน

บริษัทมีทรัพย์สินรวมประมาณ 1200 ลบ. โดยส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินหมุนเวียนซึ่งประกอบไปด้วยส่วนของลูกหนี้และสินค้าคงคลังที่เป็นไปตามยอดขาย แต่ข้อสังเกตุคือบริษัทมียอดลูกหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากกลยุทธ์หลักของบริษัทคือการฝากขาย ดังนั้นจึงต้องให้เครดิตร้านค้าค่อนข้างมาก ไม่มีอำนาจต่อรอง

ทรัพย์สินระยะยาวของบริษัทประกอบด้วยดินที่ อาคาร และอุปกรณ์ที่บริษัทใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ทรัพย์สินอีกส่วนคือการลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่เป็นในหมวดของอสังหาฯ เช่น บริษัท อิไอโคนิก พรอพเพอร์ตี้ ที่ถือหุ้นอยู่สัดส่วน 70 ลบ. นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอสังหาฯอื่นๆที่เป็นที่ดินหรืออาคารอีกจำนวนกว่า 100 ลบ.

หนี้สินของบริษัทมีสัดส่วนน้อยกว่าส่วนทุน ทำให้ฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างดี แต่หากเจาะลงไปอีกจะพบว่าเป็นหนี้สินที่กู้มาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นของเจ้าหนี้และหนี้สินอื่นๆในการดำเนินงาน

ส่วนทุนของบริษัทเติบโตขึ้นเรื่อยๆจากกำไรสะสมซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น

กระแสเงินสด

บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แต่ข้อสังเกตุคือความไม่สม่ำเสมอของกระแสเงินเมื่อเทียบกับรายได้ สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของเงินหมุนเวียนในบริษัทเนื่องจากบริษัทจะได้รับเงินสดหลังจากขายสินค้าออกไปแล้วสักพัก

อัตราส่วน

ถึงแม้บริษัทจะมีอำนาจต่อรองจากร้านค้าน้อย สังเกตุจากระยะเวลาชำระหนี้ที่ยาวนานถึงกว่า 60 วัน แต่บริษัทก็ยังมีอำนาจต่อรองเหนือผู้ผลิตซึ่งได้เครดิตมากถึงกว่า 150 วัน ทำให้บริษัทนั้นมี Cash cycle* ต่ำเพียง 19 วันเท่านั้น

กำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ราวๆ 55% และมีอัตรากำไรสุทธิที่ประมาณ 18% มีแนวโน้มที่ดูดีขึ้น ส่วน ROE ของบริษัทก็สูงถึง 30% แปลว่าเป็นธุรกิจที่หากประสบความสำเร็จจะได้ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่ดีมาก

*Cash cycle คือจำนวนวันที่บริษัทใช้ในการรับเงินสด หลังจากจ่ายเงินออกไปเพื่อผลิตสินค้า ยิ่งน้อยยิ่งดี

สรุป

Karmart นั้นเป็นค้าปลีกสินค้าความงามที่มีแบรนด์ค่อนข้างดี เป็นที่รู้จักในวงกว้างในประเทศไทย กลยุทธ์ของบริษัทคือการโฆษณาแบรนด์ของตัวเองผ่านสื่อต่างๆพอสมควร เพื่อทดแทนจำนวนสาขาที่มีไม่มากนัก นอกจากจะมีแบรนด์ที่ดีแล้วยังเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูง และเป็นธุรกิจที่มีการไม่ถูกกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอีกด้วย แต่จากการที่มีกำไรสูงก็ย่อมมีการแข่งขันที่สูงเช่นกันเนื่องจากเป็นธุรกิจที่สมัยนี้ทำได้ไม่ยาก บริษัทจะต้องคอยสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและมีการปรับเปลี่ยนสินค้าให้เหมาะกับกระแสอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่วนนี้พบว่าบริษัทนั้นก็สามารถทำได้ดีพอสมควรและสามารถขึ้นมาเป็นแบรนด์สินค้าความงามอันดับต้นๆของไทย


อ่านสรุปหุ้น Beauty ได้ที่นี่ https://goo.gl/ew798s


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary