WINNER - หุ้นเล็กลุยธุรกิจนำเข้าอาหารแบรนด์ชั้นนำ

WINNER - หุ้นเล็กลุยธุรกิจนำเข้าอาหารแบรนด์ชั้นนำ

ข้อมูลทั่วไป

บริษัท วินเนอร์กรุ๊ป เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน)

บริษัทดำเนินการนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวกับอาหาร สามารถแบ่งเป็นสองส่วนคือสำหรับภาคอุตสาหกรรมและสำหรับครัวเรือนทั่วไป

ประเภทธุรกิจ

  1. ภาคอุตสาหกรรม - นำเข้าและจัดจำหน่ายส่วนผสมที่ใช้แปรรูปอาหาร เช่น สารให้ความหวาน สารให้ความเหนียว วัตถุกันเสีย แป้ง โกโก้ และอื่นๆ เป็นสัดส่วนประมาณ 42% ของรายได้

  2. ผู้บริโภคทั่วไป - นำเข้าผลิตภัณฑ์และจำหน่ายอาหารประเภทขนม น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์ประกอบอาหาร ตัวอย่างยี่ห้อได้แก่ Pop Secret, Nature Valley, Betty Crocker, Harvey Fresh เป็นสัดส่วนประมาณ 57% ของรายได้

ลูกค้าที่ในส่วนของอุตสาหกรรมได้แก่โรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารหรือเบเกอรี่ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือรัฐบาล เช่น ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผู้ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว ผู้ผลิตวุ้นเส้น ผู้ผลิตน้ำผลไม้ ผู้ผลิตอาหารกระป๋อง ผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง ผู้ผลิตเครื่องปรุงรส ซึ่งบริษัทจะจำหน่ายผ่านตัวแทน

นอกจากจะนำเข้าส่วนผสมที่ใช้แปรรูปอาหารเป็นส่วนใหญ่ บางส่วนบริษัทก็มีโรงงานผลิตภายในประเทศและจำหน่ายในตราสินค้าของตนเอง เป็นการผลิตแบบ Made to order ปัจจุบันมีกำลังการผลิตทั้งหมดราวๆ 9,500 ตันต่อปี ใช้งานอยู่ประมาณ 47%

สินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไปจะขายผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่เช่น Tops, Tesco, BigC, Foodland, Villa, 7-11, Makro และอื่นๆ รวมถึงค้าปลีกแบบดั้งเดิม ทั้งหมดมีจำนวนกว่า 12,000 สาขา

จุดเด่น

  • อาหารเป็นสินค้าที่มีการบริโภคอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสินค้าสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นมีความต้องการใช้อย่างสม่ำเสมอ
  • ลูกค้าในอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะสั่งซื้อสินค้าจากเจ้าเดิมสูง เนื่องจากจะมีความเสี่ยงหากเปลี่ยนยี่ห้อหรือเปลี่ยนเจ้าและไม่ได้มาตรฐานสินค้าที่เท่าเดิม
  • การที่บริษัทมีสินค้าที่หลากหลายทั่งสำหรับอุตสาหกรรมและสำหรับรายย่อยทั่วไป ทำให้บริษัทมีความแน่นอนของรายได้และความเสี่ยงต่ำเพราะรายได้มีการกระจายความเสี่ยงไว้สูง

จุดด้อย

  • บริษัทนำเข้าวัตถุดิบและสินค้ามาเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า 90% ทำให้มีความเสี่ยงหากค่าเงินบาทอ่อนตัว หรือมีต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
  • สินค้าของบริษัทบางส่วนค่อนข้าง Niche อาจจะขยายตลาดลำบาก
  • เป็นธุรกิจที่ไม่ใช้ทุนสูงนักในการเริ่มต้น และนอกจากนี้ยังเป็นสินค้าที่มีการทดแทนกันได้ค่อนข้างง่าย

งบการเงิน

รายได้

รายได้รวมของบริษัทมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ประเภทต่างก็มีการเติบโตขึ้น แสดงให้เห็นถึงการขยายฐานลูกค้าของภาคอุตสาหกรรมและการตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มากขึ้น

ต้นทุนของบริษัทเติบโตขึ้นตามยอดขาย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

โดยรวมแล้วบริษัทมีกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้น แต่ทั้งนี้อาจมีการผันผวนเกิดขึ้นได้จากต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่ายในบริหาร

ฐานะการเงิน

ทรัพย์สินหมุนเวียนของบริษัทมีสัดส่วนที่ไม่เปลี่ยนไปมากนัก มีสินค้าคงคลังและส่วนของลูกหนี้เป็นหลัก สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจของบริษัท

ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนได้แก่อาคาร ที่ดิน เครื่องจักร นั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

ระดับหนี้สินของบริษัทมีไม่สูงมากนัก ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินที่ใช้สำหรับการดำเนินงาน เป็นส่วนของเจ้าหนี้สัดส่วนกว่า 65% ของหนี้สินรวม บริษัทมีความเสี่ยงต่ำเพราะมีการกู้ยืมค่อนข้างน้อย

ส่วนของผู้ถือหุ้นมีการเติบโตขึ้นเรื่อยจากกำไรสะสมในแต่ละปี ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท

กระแสเงินสด

บริษัทมีเงินสดจากการดำเนินงานที่ดี บริษัทสามารถเก็บเงินสดจากการขายสินค้าได้

อัตราส่วน

จากการที่บริษัทขายลูกค้าอุตสาหกรรมและขายผ่าน Modern trade ทำให้มีระยะเวลาเก็บหนี้ที่นานกว่า 70 วัน ในขณะที่มีระยะเวลาชำระหนี้ที่ราวๆ 50 วัน ส่วนนี้ทำให้บริษัทต้องมีเงินจมกับสินค้าระดับหนึ่ง

อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ในระดับที่สม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นควมสามารถในควบคุมต้นทุนได้ดี

ROE ย้อนหลังของบริษัทอยู่ในระดับที่ดี ในขณะที่มีหนี้สินน้อย แสดงให้เห็นความคุ้มค่าของการใช้เงินทุนของบริษัท

สรุป

Winner ถือเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงจากการที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารและมีการกระจายความเสี่ยงที่สูง นอกจากนี้ยังมีระดับหนี้สินที่ต่ำแทบไม่มีการกู้ยืมทำให้ฐานะการเงินค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่สำหรับอนาคตนั้นบริษัทจะสามารถเติบโตได้สูงก็ต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การตลาดของผู้บริหาร โดยเฉพาะในส่วนของอาหารสำหรับการบริโภคที่มีโอกาสที่ดีหากมีสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามหากไม่เติบโตมากนักก็ยังให้ปันผลที่สูงกว่า 6%


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

อีกปีก็จะผ่านไปสำหรับการเดินทางในการลงทุนของผม แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่เริ่มต้นสำหรับชี…