ปีแห่งการทดลอง

ปีแห่งการทดลอง

อีกปีก็จะผ่านไปสำหรับการเดินทางในการลงทุนของผม แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่เริ่มต้นสำหรับชีวิตการลงทุนของผมเท่านั้น ถ้าผมคิดว่าจะอยู่ถึงสักอายุ 75 ปี ผมก็น่าจะยังเหลือเวลาในการลงทุนอีก 50 ปี ซึ่งสำหรับระยะเวลาการลงทุนที่ผ่านมาของผมก็ถือเป็นแค่เสี้ยวเวลาหนึ่งเท่านั้น

สำหรับปีนี้ผลตอบแทนการลงทุนก็อยู่ในระดับที่พอๆกับตลาด ซึ่งก็คงไม่ต่างจากปีที่แล้วมากนัก หลายๆคนอาจจะบอกว่าถ้าได้ผลตอบแทนเท่าตลาดก็น่าจะไปลงทุนดัชนีดีกว่า แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้สักเท่าไหร่

เหตุผลข้อแรกคือผมเพิ่งจะเริ่มต้นการเดินทางลงทุน ผมยังเหลือเวลาอีก 50 ปีให้ลงทุน การเสมอตลาดเพียง 2 ปี จะไม่สามารถตัดสินเวลาที่เหลืออีก 50 ปีได้ อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ หากผมลงในกองทุนดัชนีผมคงไม่ศึกษาหาความรู้อะไรเพิ่มเติมเท่าที่ควร และนอกจากนี้ถึงแม้จะมีผลตอบแทนพอๆกับตลาดก็ยังให้ผลตอบแทนมากกว่าปีละ 15% ไม่รวมปันผล ซึ่งถือว่าดีมากสำหรับการเริ่มต้นเดินทาง

ปีนี้ถือเป็นปีแห่งการทดลองแนวทางการลงทุนของผมอย่างมาก ผมสังเกตุได้จากกันเปลี่ยนหุ้นที่บ่อยมาก ในปีนี้ผมเปลี่ยนหุ้นไปแล้วหลายสิบหุ้น ถึงตรงนี้บางคนอาจจะมองว่าไม่มากเท่าไหร่ แต่สำหรับผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเท่าไหร่ เหตุผลก็เพราะนั้นหมายความว่าผมอาจจะไม่ได้มีความเข้าใจในธุรกิจหรือไม่ได้ตัดสินใจมาอย่างดีก่อนที่จะลงทุน

พอร์ทในต้นปีกับปัจจุบันนั้นมีหุ้นแตกต่างกันอย่างมาก ผมพยายามลดจำนวนหุ้นลงจาก 12 เหลือไม่ให้เกิน 7 เท่านั้น ผมพบว่ายิ่งถือเยอะอาจจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ แต่จริงๆแล้วความเข้าใจธุรกิจเราก็จะไม่ได้ดีเท่ากับการเน้นมากขึ้น ผมจึงพยายามลดจำนวนลงและเลือกเฉพาะหุ้นที่ผมมั่นใจ

ในช่วงต้นปีหลังจากที่ผมอ่านหนังสือจบไปหลายเล่ม ผมก็เริ่มทำการทดลองต่างๆผ่านการซื้อหุ้นจริงๆ ผมผิดพลาดเยอะมากในการเลือกหุ้น บางครั้งเหตุผลในการซื้อก็ไม่ตรงกับเหตุผลในการขาย หรือบางทีก็รีบตัดสินใจซื้อหุ้นเร็วเกินไปเพราะไม่ชอบเห็นเหลือเงินสดอยู่ในมือ ท้ายที่สุดก็มีทั้งกำไรบ้างและขาดทุนบ้าง แต่เมื่อหักลบแล้วก็ได้เพียงแค่พอๆตัวเท่านั้น กลับกลายเป็นว่าการที่พอร์ทผมเติบโตขึ้นนั้นมาจากหุ้นที่ถือยาวค้างมาจากปีที่แล้วแทบทั้งสิ้น

เมื่อกลางปีผมตัดสินใจขายหุ้นอสังหาฯออกไปและได้ผลตอบแทนราวๆ 40% ในเวลาประมาณ 1 ปีเศษๆ ผมคิดว่าผมโชคดีมากกว่าฝีมือที่ได้ผลตอบแทนอย่างที่กล่าวไป เหตุผลก็เพราะจริงๆแล้วผมไม่ได้เข้าใจอุตสาหกรรมเลย ผมเพียงแค่เลือกสุ่มลงทุนได้ถูกบริษัทเท่านั้น สำหรับอุตสาหกรรมอสังหาฯ ผมอาจจะยังไม่เข้าใจถึง demand มากนัก ทำให้ผมไม่มีความมั่นใจว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตต่อไปได้อีกนานเท่าไหร่

ผมลองประเมิณตัวเองในด้านอารมณ์และจิตใจระหว่างต้นปีและปัจจุบันว่ามีพัฒนาการขึ้นบ้างหรือเปล่า ผมคิดว่าผมมีการพัฒนาที่ดีขึ้นมา ตัวอย่างเช่นเมื่อต้นปีผมยังมีความรู้สึกโลภอย่างชัดเจน ทุกๆวันผมนั่งดูราคาหุ้นในตลาดและพบหุ้นหลายๆตัวที่ผลตอบแทนที่สูงในระยะเวลาอันสั้น แต่ผมพบว่ามันไม่มีประโยชน์เลยที่จะตื่นเต้นกับผลตอบแทนสูงๆเหล่านั้นเพราะนั้นไม่ใช่กำไรของเรา และหลังจากที่ผมเลิกเฝ้าราคาหุ้นก็พบว่าความรู้สึกเหล่านั้นได้หายไป

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างมากคือความเข้าใจในธุรกิจ ผมสังเกตุหลายๆครั้งว่าหุ้นที่ผมซื้อและขายบ่อยครั้งนั้นมีปัจจัยอะไรที่คล้ายกัน คำตอบนั้นคือผมไม่เข้าใจธุรกิจและอุตสาหกรรมดีมากพอ การที่เราไม่เข้าใจดีมากพอทำให้เราไม่มีความมั่นใจในกิจการและผลประกอบการที่จะเกิดขึ้น และเมื่อเป็นดังนั้นเราก็ไม่กล้าที่จะถือมันในระยะยาว สิ่งสำคัญคืออย่างน้อยเราจะต้องรู้สัญญานอะไรบางอย่างที่บ่งบอกถึงอนาคตที่คิดว่าน่าจะดีขึ้น ซึ่งหาได้ในรายงานผลประกอบการของแต่ละไตรมาสหรือแต่ละปี

ท้ายที่สุดผมก็ต้องขอบคุณหุ้นในพอร์ท 2 - 3 ตัวที่ทำให้ผลตอบแทนขึ้นมาเท่ากับตลาดได้ในขณะที่ข้อผิดพลาดนั้นมีมากมาย ซึ่ง 1 ใน 3 หุ้นดังกล่าวนี้ก็กลายเป็นหุ้นเด้งตัวแรกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ถ้าไม่ได้หุ้นตัวนี้ช่วยก็คงจะแพ้ตลาดแน่ๆ แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางการลงทุนผมยังเหลืออีก 50 ปี อนาคตผมก็คงต้องพัฒนาตัวเองให้สามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

หลังจากที่ผมได้เรียบเรียงคลิปคุณประชาสอนการลงทุน ผมพบว่าเนื้อหาที่ดีๆนั้นมีเยอะมาก แต่ก็…