DDD - เรื่องน่ารู้ก่อนลงทุน Snail white

DDD - เรื่องน่ารู้ก่อนลงทุน Snail white

บริษัท Do day dream หรือตัวย่อในตลาดหุ้นคือ DDD

บริษัทเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับความงาม โดยเฉพาะสินค้าบำรุงผิวหน้าในชื่อแบรนด์ SNAIL WHITE

บริษัทก่อตั้งมาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากการเป็นบริษัทรับ OEM ผลิตภัณฑ์ความงาม แต่จุดประสงค์หลักเพื่อเรียนรู้ตลาด และศึกษาผู้เล่นในตลาดก่อนเข้ามาทำจริง

ผู้บริหารพบว่าผู้เล่นในตลาดนี้มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เป็นเพียง Fashion คือดังแล้วดับ และผู้ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้บริหารได้เกิดการเรียนรู้วิธีทำแบรนด์ให้ดี

DDD มีเป้าหมายที่ค่อนข้างใหญ่ คือการเป็น Top 3 ของตลาดความงามในเอเชีย แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการฝัน เพราะผู้บริหารได้มีแผนงานระยะยาวเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ก่อนการเพิ่มทุน บริษัทมีสัดส่วนในการถือหุ้นของครอบครัว Pornpatanarak อยู่ถึง 93.16% และจะลดลงเป็น 70.76% เมื่อเข้าระดมทุน ทั้งนี้เป็นการเพิ่มทุนทั้งหมด ไม่มีการขายส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมออกมา

SNAIL WHITE ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์หลัก 6 ชนิด ได้แก่ บำรุงผิวหน้า บำรุงผิวกาย ทำความสะอาดผิวหน้า ทำความสะอาดผิวกาย ครีมกันแดด และ Giftset

ปัจจุบันรายได้ส่วนใหญ่มาจากบำรุงผิวหน้าเป็นหลัก แต่บริษัทก็ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง จากปี 2013 ที่มีเพียง 1 ผลิตภัณฑ์ จนปัจจุบันมีมากถึง 19 ผลิตภัณฑ์แล้ว

Market position ของบริษัทคือการทำแบรนด์ระดับ Premium mass คือคุณภาพอาจจะดีเท่า Counter brand แต่ราคาถูกกว่า ทำให้เข้าถึงคนได้จำนวนมากกว่า

ยอดขายของบริษัทโตเร็วมาก ในปี 2016 บริษัทมีกำลังผลิตรวมเพียง 3 แสนลิตร และได้ขยายเพิ่มอีก 5 เท่า เป็น 1.9 ล้านลิตรในปี 2017 เพื่อรองรับยอดขายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และคาดว่ากำลังผลิตระดับนี้จะสามารถสร้างยอดขายได้ราวๆ 3 พันล้านบาท

บริษัท Global brand อื่นๆก็มีกลยุทธ์์ที่ใกล้เคียงกัน คือการสร้างโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง เพื่อควบคุมสูตรและคุณภาพ ทำให้ DDD ก็จะดำเนินกลยุทธ์ผลิตที่ไทยและส่งออกไปขายทั้งในและต่างประเทศ

การสร้างโรงงานก็มีข้อดี แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน บริษัทจะต้องแบกค่าเสื่อมทำให้กำไรสุทธิอาจจะยังไม่สามารถเติบโตได้เท่าที่ควร นอกจากนี้หากยอดขายไม่โตไปตามแผนก็ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการเพิ่มโรงงานได้

ช่องทางการจำหน่ายของบริษัทจะยังเน้น Modern trade เป็นหลัก โดยมีมากกว่า 13,000 ร้านค้าในปัจจุบัน ส่วน Traditional trade ก็ยังเป็นกลุ่มที่บริษัทยังสนใจขยายเพิ่ม แต่ร้านค้าของตัวเองมีเพียง 2 สาขาเท่านั้นในปัจจุบัน

ตลาดต่างประเทศที่น่าสนใจคือจีน บริษัทไม่ได้เน้นจีนไปตามกระแส แต่เพราะมี demand เกิดขึ้นจริงๆ บริษัทมีการ export ไปจีนมาขึ้น บวกกว่านักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาซื้อสินค้าในไทยก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

ปีที่แล้วมีเหตุการณ์ทัว 0 เหรียญทำให้ยอดขายบริษัทตก แต่ผู้บริหารก็ปรับกลยุทธ์บุกจีนเองมากขึ้นผ่านออนไลน์เป็นหลัก เช่น JD.com Tmall.com

ตลาดความงามจีนมีขนาดมากถึง 1 แสนล้านล้านบาท คิดเป็นส่วนออนไลน์ประมาณ 20% ทำให้การบุกตลาดออนไลน์ก็ยังมีโอกาสอีกมาก ในขณะที่ตลาดความงามรวมในไทยใหญ่เพียง 5 หมื่นล้านบาท

การเข้าตลาดต่างประเทศอื่นๆบริษัทก็จะเน้นกลยุทธ์ Localize เป็นหลัก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภค สภาพอากาศและสภาพผิวนั้นต่างกัน

ยอดขายในปีแรกๆอยู่เพียง 90 ล้านบาท แต่โตรวดเร็วมากจนในปี 2016 มียอดขายมากถึง 1200 ล้านบาท และปี 2017 คาดว่าน่าจะเกิน 1400 ล้านบาทได้ ทำให้อัตราการเติบโตนั้นมากกว่า 50% CAGR

แต่การเติบโตอย่างสูงในอนาคตก็จะท้าทายมากขึ้นเนื่องจากมีฐานที่เริ่มใหญ่ แต่ผู้บริหารมองการรักษา Momentum มากกว่าการรักษาอัตราการเติบโต

บริษัทมีอัตราการทำกำไรที่สูงมาก

  • GPM อยู่ราวๆ 69% (ปี 2016 BEAUTY 67%)
  • NPM อยู่ราวๆ 20% - 30% (ปี 2016 BEAUTY 25%)
  • ROE ก่อนเพิ่มทุนสูงถึง 110% และหลังเพิ่มทุนอยู่ที่ 55% (ปี 2016 BEAUTY 53%)

ฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างแข็งแกร่ง ปัจจุบันมี D/E อยู่ราวๆ 0.7 เท่า และหากคิดเฉพาะหนี้สินที่มีดอกเบี้ยก็จะอยู่เพียง 0.4 เท่า สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริหารมีความสบายใจหากขึ้นมาอยู่ที่ราวๆ 1 เท่า แปลว่าผู้บริหารไม่ค่อยชอบการเป็นหนี้เท่าไหร่

ส่วนสุดท้ายคือบริษัทมีนโยบายปันผล 50% ของกำไรในแต่ละปี


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ถ้าอยากรู้ว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปีนี้ของผมคืออะไร คำตอบอาจจะแปลกใจหลายๆคน เพราะว่าการลงทุนนั้นไม่…