ศึกบิงซู?

ศึกบิงซู?

ในช่วงนี้ก็มีกระแสเกิดขึ้นเกี่ยวกับสงครามน้ำแข็งใสระหว่าง 2 เจ้า คือ Swensen และ After you

มีหลายๆจุดนี่น่าสังเกตุในการแข่งขันระหว่างสองเจ้านี้

Swensen ถือเป็นผู้เล่นดั้งเดิมที่ทำธุรกิจมาหลายสิบปี จนทำให้แบรนด์ติดตลาดและผู้คนส่วนใหญ่ก็รู้จักกันดีแล้ว

ส่วน After you นั้นก็เริ่มต้นมาได้ราวๆ 10 ปีแล้ว แต่แบรนด์ก็เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ

การที่ขนมหวานเป็นสินค้าที่ลอกเลียนแบบได้ไม่ยาก ทำให้สินค้าของ After you นั้นดูเหมือนจะไม่สามารถกันคู่แข่งเข้ามาได้สักเท่าไหร่

เอาจริงๆไม่ว่าสินค้าขนมที่ After you จะทำการ R&D มามากขนาดไหน ท้ายที่สุดมันก็ถูกเลียนแบบได้ค่อนข้างง่าย

แต่ช้าก่อน ที่ผมจะหมายถึงคือมันเป็นเมนูที่เลียนแบบง่าย แต่ไม่ใช่ในเรื่องของ รูป รส กลิ่น สี

เนื่องจาก After you มีสาขาอยู่ราวๆ 20 สาขาเท่านั้น ทำให้คุณภาพของสินค้าควบคุมได้ดีกว่า

จากปากของผู้บริหารก็บอกเองว่าคุณภาพของสินค้าคือความสำคัญมากที่สุด และผู้บริหารก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาสินค้าด้วยตัวเอง

ต่างจาก Swensen ที่มีสาขาเยอะ ทำให้การควบคุมคุณภาพนั้นไม่ดีเท่า

นอกจากนั้น Swensen ยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารให้ความสำคัญมาก เพราะบริษัท Mint เองก็มีธุรกิจที่หลากหลายและ Swensen ถือเป็นส่วนประกอบเท่านั้น

ข้อแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างคือหน้าร้าน

Swensen ผมไม่คิดว่าผู้บริหารจะให้ความสำคัญ และปรับปรุงหน้าร้านเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่ธุรกิจที่ใหญ่แล้วจะเคลื่อนไหวได้ช้า ทำให้ After you ได้เปรียบตรงนี้อย่างมาก

หน้าร้านของ After you นั้นไม่ใช่แค่ร้านขนม แต่ยังให้บรรยากาศที่มีความเป็น Life style มากขึ้น

พนักงานก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญในการทำให้ร้านน่านั่งมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าพนักงานของร้านทั้ง 2 ก็มีความแตกต่างกันพอสมควร

จริงๆแล้วขนมน้ำแข็งใส หรือ บิงชู ผมก็คิดว่ามีอยู่ในตลาดมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะในร้าน After you เท่านั้น แต่ร้าน Cafe อื่นๆก็ทำกันมานานแล้ว ก่อนที่ Swensen จะกระโดดเข้ามาทำซะอีก

ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเลียนแบบกันได้ง่ายๆ เพราะมันไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ แต่มันคือ DNA ของบริษัท

จริงๆแล้ว Swensen และ After you นั้นมีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกันมาก

ผมคิดว่าคนที่ไปกิน Swensen น่าจะเพราะอยากกินของหวาน ถ้าต้องต่อคิวนานก็อาจจะย้ายไปร้านอื่น

ส่วน After you ผมคิดว่าคนไปกินเพราะต้องการกิน After you ถึงแม้จะต้องต่อคิวก็ยอมที่จะรอ

ขอย้ำว่านี่เป็นสมมุติฐานของผม อาจจะผิดหรือถูกนักลงทุนก็ควรจะลองกลับไปพิจารณาด้วยตัวเองอีกครั้ง

ส่วนตัวผมไม่ค่อยเข้าร้านพวกนี้ซักเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยชอบของหวาน อีกอย่างมันค่อนข้างแพง

อย่างไรก็ตามแต่ละธุรกิจก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป นักลงทุนควรลงทุนให้เหมาะกับนิสัยของตัวเอง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary