หุ้น SQ ราคาเกือบติด floor สอนอะไรเรา?

หุ้น SQ ราคาเกือบติด floor สอนอะไรเรา?

เมื่อเร็วๆนี้หุ้น SQ น่าจะเป็นที่รู้จักของนักลงทุนมากขึ้น เพราะหุ้นของบริษัทได้ปรับตัวลดลงกว่า 20% ภายในหนึ่งวัน

แต่ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าบริษัททำอะไร

บริษัท สหกลอิควิปเมนท์ หรือ SQ เป็นผู้ดำเนินการขุดเหมือง

ลักษณะของธุรกิจคือจะคล้ายๆกับโรงไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่จะต้องยื่นประมูลในการขอสัมปทานในการขุดเหมือง

หากชนะการประมูลก็จะได้สัมปทานในการทำเหมืองเป็นเวลาหลายปี

ซึ่งในหลายปีที่ได้สัมปทานนั้นก็จะค่อนข้างมีรายได้คงที่ แต่อาจจะผันผวนตามฤดูกาลได้บ้าง เพราะฉะนั้นผลประกอบการอาจจะต้องดูเป็นรายปี

การที่บริษัทมีรายได้คงที่ก็จะเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการเงินปันผลเป็นหลัก

วิธีประเมิณมูลค่าของบริษัทประเภทนี้ส่วนใหญ่ก็จะคิดโดยการตั้งสมมุติฐานว่าบริษัทจะไม่เติบโต

การที่ให้บริษัทไม่เติบโตนั้นก็เป็นเพราะว่า บริษัทไม่สามารถเติบโตได้เลยจากการลงทุนที่มีอยู่​ ณ ขณะนั้น หากไม่มีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้น

ลักษณะการประเมิณมูลค่าเช่นนี้ก็จะคล้ายๆกับโรงไฟฟ้า

โดยปกติแล้วบริษัทประเภทนี้ ตลาดหุ้นมักจะไม่ค่อยให้มูลค่าสูงมากนัก อย่างมากก็ไม่น่าจะมี PE เกินกว่า 10 เท่าต้นๆ

การที่บริษัทจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นก็จะมาจากโครงการใหม่ๆที่บริษัทจะได้ในอนาคต

เพราะเมื่อบริษัทมีโครงการใหม่ๆเข้ามา อนาคตก็จะเกิดการรับรู้รายได้เพิ่มเติม

ดังนั้นเมื่อมีรายได้เพิ่มเติมเกิดขึ้น ตลาดก็จะคำนวนมูลค่าใหม่เพื่อปรับให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อไม่นานมานี้เองมีเหตุการณ์น่าระทึกเกิดขึ้น

ราคาหุ้นของ SQ ปรับตัวลดลงกว่า 20% ภายในหนึ่งวัน

การปรับตัวที่น่ากลัวนี้มาจากการที่บริษัทไม่สามารถคว้าโครงการแม่เมาะ 9 ได้

มูลค่าของโครงการแม่เมาะ 9 นั้นค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับงานปัจจุบันที่บริษัทมีในมือ

ดังนั้นเมื่อบริษัทพลาดโครงการนี้จึงทำให้นักลงทุนหลายคนต่างผิดหวังเป็นอย่างมาก

แต่เพราะเหตุใดราคาหุ้นจึงปรับตัวลดลงมากกว่า 20%?

เหตุผลที่ชัดเจนคือ ราคาหุ้นก่อนหน้าที่จะปรับตัวนั้นได้สะท้อนถึงความหวังที่บริษัทจะได้โครงการแม่เมาะ 9 ไปด้วย

นักลงทุนต่างก็เข้ามาเก็งว่าบริษัทน่าจะได้โครงการแม่เมาะ 9 เพราะจากอดีตบริษัทก็เคยได้แม่เมาะ 7 และ 8 มาแล้ว

นักลงทุนอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าราคาหุ้นปรับสะท้อนความหวังอย่างไร ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าหากบริษัทไม่เติบโต ตลาดหุ้นจะให้มูลค่า PE อยู่ที่ราวๆ 10

ในเคสของ SQ นั้นมีโครงการแม่เมาะ 9 รออยู่ และหากบริษัทชนะประมูลก็จะทำให้ Backlog ของบริษัทสูงขึ้น

การเติบโตของรายได้บริษัทเมื่อรวมโครงการแม่เมาะ 9 น่าจะไม่ต่ำกว่า 40%

ดังนั้นเมื่อบริษัทมีการเติบโตเกิดขึ้น ตลาดก็จะให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น จาก PE ที่ประมาณ 10 จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ราวๆ 15 เท่าได้ไม่ยาก

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่เข้ามาเก็งโครงการแม่เมาะ 9 คุณก็อาจจะยอมซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่าพื้นฐาน

ถ้าเกิดบริษัทชนะโครงการจริง นักลงทุนก็จะสามารถได้กำไรจากการที่บริษัทมีมูลค่าพื้นฐานที่สูงขึ้น

แต่หากไม่เป็นไปตามแผน นักลงทุนก็จะขาดทุนทันที เพราะเข้ามาซื้อที่ราคาแพงเกินพื้นฐาน

แต่สำหรับนักลงทุนแนวอนุรักษ์นิยม พวกเขาจะไม่ซื้อหุ้นหากราคาเกินพื้นฐาน

นั่นหมายความว่าหากบริษัทยังไม่ได้โครงการแม่เมาะ 9 นักลงทุนก็จะไม่ให้มูลค่าเพิ่มในส่วนนี้

โอกาสลงทุนใน SQ ก็จะเหลืออยู่สองทางเลือกหลักๆคือ

  1. ซื้อเมื่อผลตอบแทนจากปันผลจูงใจ
  2. ซื้อเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ไม่รวมโครงการแม่เมาะ 9

แต่ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นนักลงทุนประเภทใด

สำหรับเหตุการณ์ SQ ที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างมากขึ้น

เราจะต้องรู้ว่ามูลค่าพื้นฐานบริษัทที่ไม่รวมอนาคตอยู่ที่เท่าไหร่ และเมื่อรวมอนาคตจะเป็นเท่าไหร่

เมื่อเรารู้ทันมูลค่าทั้งสองกรณี เราจะสามารถตัดสินใจได้ว่ามูลค่าเท่าไหร่จึงจะสมเหตุสมผล

ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรซื้อหุ้นที่ราคาสะท้อนอนาคตไปแล้ว

แต่การสะท้อนอนาคตเราก็ต้องแน่ใจว่าอนาคตนั้นจะเกิดขึ้นจริง โดยการศึกษารายละเอียดให้ดี

เพราะหากเราหละหลวมในการซื้อหุ้นตามมูลค่าของมัน เราก็อาจจะเสียหายได้ง่ายๆ


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary