สรุป JKN หุ้นน้องใหม่ไฟแรงมากกก (โดยเฉพาะ CEO)

สรุป JKN หุ้นน้องใหม่ไฟแรงมากกก (โดยเฉพาะ CEO)

JKN เป็นผู้จัดจำหน่าย content ที่มาจากทั่วโลก เข้ามาสู่เมืองไทย ตัวอย่างเช่น Discovery channel, History channel, DC, National geographic

ประวัติคร่าวๆคุณจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ (คุณแอน) CEO ของบริษัท JKN global media

ครอบครัวเปิดร้านเช่าวิดีโอ ทำให้ตั้งแต่เด็กดู content จากต่างประเทศมาตลอด ไม่ค่อยได้ดูของในประเทศ

ตอน ม. 4 ก็ได้ลาออกจากโรงเรียนเพื่อจะไป Sydney Australia เพราะรู้สึกอยากเผชิญโลกกว้างมากขึ้น และมีความกล้าแสดงออก ไม่เหมือนสังคมในไทยที่จะยังไม่ยอมรับคนที่ชอบแสดงออกและคิดเห็นแตกต่าง

อายุ 21 เรียบจบกลับมาก็เริ่มนำ content ใหม่ๆมาวางในร้านเช่าวิดีโอ รายการแรกคือ Walking with dinosours ของ BBC (สมัยนั้นยังเป็นวิดีโอแบบสายม้วน) สรุปคือโปรเจคนี้ขายไม่ออก

จากนั้นก็ได้ลองนำสินค้าไปเสนอขายผ่าน TV direct โดยคิดวิธีการนำเสนอ content รูปแบบใหม่ๆ จนสามารถสร้างให้เป็นที่รู้จักของคนได้มากขึ้น และ Walking with dinosours ก็ประสบความสำเร็จ และรวมถึง content ที่ตามมาหลังจากนั้นเรื่อยมา

เมื่อยุคของวิดีโอม้วนผ่านไป จนกลายมาเป็น VCD และ DVD จึงทำให้คุณแอนได้รู้ว่าสิ่งที่ขายนั้นไม่ใช่ ม้วนเทปหรือแผ่นซีดี แต่เป็น Content ที่อยู่ข้างใน จึงปรับตัว

แทนที่จะนำเข้าแผ่น CD หรือ DVD กลายมาเป็นซื้อ content มาทำการ localization เช่นพากเสียงไทย และขายให้กับบริษัทใหญ่ๆ เช่น แมงป่อง, GMM

ในปี 2014 ได้เริ่มมีกระแส Digital TV เกิดขึ้น และจะมีช่องใหม่เกิดขึ้นกว่า 20 ช่อง ทำให้เป็นโอกาสในการรวบรวม content เพื่อนำมาเสนอขายให้แต่ละช่อง ลองนึกภาพดูว่าแต่ละช่องจะต้องมีรายการฉายตลอด 24 ชม. จะต้องมี content ให้เพียงพอรับรองการออกอากาศตลอดเวลา

ปัจจุบันดำเนินธุรกิจมา 18 ปี content ก็ค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่สาระคดี ไปจนถึง ซี่รี่เกาหลี อเมริกา และยังไม่มีลูกค้ารายใดเลิกสัญญา content เพื่อเปลี่ยนเจ้า เพราะจุดเด่นของ JKN คือการใส่ความคิดสร้างสรรค์และ value ลงไปใน content ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่นำเข้าและจัดจำหน่าย

ปี 2017 ปัจจุบัน JKN ได้เข้า IPO โดยบริษัทได้ออกหุ้นเพิ่มประมาณ 140 ล้านหุ้น ได้เงินมาจำนวนพันกว่าล้านบาท จุดประสงค์เพื่อการลงทุนและสร้าง content เพื่อรองรับ Scale ที่ใหญ่ขึ้น และเพื่อสร้าง content ระดับโลก

รายได้ 2557 - 304 ลบ.
2558 - 457 ลบ.
2559 - 846 ลบ.
3Q2560 - 873 ลบ.

กำไรสุทธิ 2557 - 49 ลบ.
2558 - 133 ลบ.
2559 - 164 ลบ.
3Q2560 - 176 ลบ.

จุดเด่นของการมี content คือ ผลิตครั้งเดียวแต่สามารถขายได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ยังสามารถขายผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆได้ สามารถขายรีรันได้ หากมี content ที่มีคุณภาพจริงๆ (นึกภาพ content ของ Disney)

มี 7 platform ที่สามารถขาย content ได้คือ 1. Digital TV
2. Cable sattelite
3. Home entertainment
4. Merchandise - สินค้าของที่ระลึก
5. Publishing - สื่อสิ่งพิมพ์
6. Over the top - บริการผ่าน Online
7. Ancillary - สื่อบนยานพาหนะต่างๆ

รายได้หลักของ JKN มาจาก Digital TV และ Cable sattelite เป็นส่วนใหญ่ เกินกว่า 50% โดยลักษณะธุรกิจจะเป็นการไปซื้อ content มาก่อน แล้วหลังจากนั้นจะนำไป localize เพื่อนำไปขายผ่านช่องต่างๆโดยตรง และปัจจุบัน content ที่นำเข้ามายังไม่พอต่อความต้องการลูกค้า

จะสังเกตุว่าบริษัทจะต้องจ่ายเงินซื้อ content ก่อนเสมอ ซึ่งปัจจุบันเป็นทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบริษัทราวๆกว่าพันล้านบาท แต่ข้อดีคือเมื่อบริษัทขาย content ให้ช่องต่างๆ จะรับเป็นเชคเงินสดก่อนเสมอ

คู่แข่งโดยตรงของ JKN เคยมีแต่ไม่สามารถอยู่รอดได้ ส่วนคู่แข่งทางอ้อมของบริษัทคือการที่แต่ละช่องไปซื้อ content มาด้วยตัวเอง

JKN ได้ขยายตัวจากแค่เมืองไทยไปยัง CLMV รายการแรกที่จะทดลองคือรายการพระพิฆเนศ โดยเวียดนามและกัมพูชามียอดขายสูงกว่าในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของบริษัทอย่างมาก และหลังจากนี้บริษัทก็จะค่อยๆขยายต่อไป South East Asia และตามมาด้วยระดับโลก

อนาคตบริษัทจะนำเงินที่ได้จาก IPO ไปลงทุนใน studio ที่มาตรฐานเดียวกับในอเมริกา เพื่อสร้าง content ที่จะสร้างส่งออกไประดับโลกได้ คาดว่าจะสร้างยอดขายได้หลักร้อยล้าน

ความเสี่ยงที่สำคัญคือการที่บริษัทพึ่งพา ผบห (คุณแอน) เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีผลกระทบอย่างมากหาก ผบห เลิกทำหรือลาออก

นโยบายปันผลอย่างต่ำ 40% ของกำไร


credit รูปประกอบ: http://news.sanook.com/2004810/

ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary