MM จะโตไปกับ Greyhound ได้หรือไม่?

MM จะโตไปกับ Greyhound ได้หรือไม่?

MM หรือ Mudman เป็นผู้ให้บริการร้านอาหาร chain ต่างๆ เช่น Aubonpain, Dunkin Donut, Greyhound cafe, Buskin robin.

ปัจจุบันมี Dunkin Donut ราวๆ 3 ร้อยกว่าสาขาทั่วประเทศ ส่วนนี้บริษัทมีสิทธิ์ในการขยายภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่การที่มีสาขาค่อนข้างมาก ทำให้ธุรกิจส่วนนี้เป็น Cash cow หลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 40%

ส่วน Aubonpain มีอยู่ราวๆ 72 สาขา ในประเทศไทยถือว่ามีสาขามากที่สุดในโลก แต่ในอนาคตบริษัทอาจจะได้สิทธิ์ในการขยายไปประเทศรอบๆได้ด้วย ตรงนี้เป็นสัดส่วนรายได้ของบริษัทประมาณ 25%

ร้านไอศครีม Buskin Robin ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของ MM มีทั้งหมดราวๆ 30 สาขา แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้เคยผ่านมาหลายมือ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากการตลาดสู้ Swensen ไม่ได้

ภายหลัง MM ได้ซื้อ Buskin Robin มาบริหารด้วยตัวเอง ซึ่งผบห มองว่าปัจจุบันคนไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพเริ่มมีความนิยมบริโภคอาหารที่เป็น premium มากขึ้น เริ่มยอมจ่ายเพื่อ Lifestyle มากขึ้น จึงเป็นเหตุผลหลักให้ MM สนใจซื้อ Buskin มาทำต่อ

สิ่งที่ MM ทำอย่างแรกคือการปรับต้นทุน และปรับสิ่งที่ไม่ Perform หรือทำการย้ายสาขา จนปัจจุบันมียอดขายที่ดีขึ้นจน EBITDA มีกำไรแล้ว

ทั้ง 3 แบรนด์ที่กล่าวมาล้วนแต่เป็นเพียงผู้ได้สิทธิ์ในการทำการตลาด แต่บริษัทมองว่าบริษัทเองมีความสามารถและต้องการแบรนด์ที่เป็นของตัวเอง ดีกว่าที่จะไปยืมแบรนด์ของคนอื่นมา ทำให้บริษัทได้มาพบกับ Greyhound

จุดเด่นของ Greyhound คือเป็นร้านอาหารที่มีความ Emotional สูง ซึ่ง ผบห มองว่ามีศักยภาพในการเป็น global brand ได้ จะต่างจากร้านอาหารทั่วไป (ลองนึกภาพ Starbuck และร้านกาแฟ cafe ทั่วไป) ส่วนการลงทุนต่อสาขาของ Greyhound อยู่ที่ประมาณ 15 - 20 ลบ.

ดั่งเดิมแล้ว Greyhound เป็นแบรนด์ของคนไทย โดยเริ่มมาจากการเป็นร้านเสื้อผ้าและมาเปิดเป็นร้านอาหารในภายหลัง เพราะฉะนั้น MM เข้ามาซื้อจึงได้ร้านทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้บริษัท แต่ความท้าทายคือธุรกิจที่ไม่ใช่ร้านอาหารของ Greyhound ปัจจุบันนั้นขาดทุนอยู่

จุดประสงค์หลักในการซื้อ Greyhound คือบริษัทต้องการทำการตลาดให้ Greyhound ติดตลาดทั่วโลกปัจจุบันมีสาขาในประเทศ 14 และนอกประเทศอีก 14 สาขา (ส่วนใหญ่อยู่ในแถบ China Hongkong) และเป้าหมายต่อไปคือยุโรปโดยเริ่มจาก London เปิดสาขาแรก 4Q2560 (สาขานี้จะลงทุน 80 ลบ. ให้เป็น flagship)

บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดสาขา Greyhound ได้ปีละ 2 ประเทศ 1 สาขาต่อ 1 ประเทศ รายได้จะมาจาก 1) ลิขสิทธิ์ในการเปิดภายในประเทศเป็น one-time ราวๆ $250,000
2) ทุกครั้งที่เปิด 1 สาขาจะต้องจ่ายเพิ่มอีก $25,000
3) ส่วนแบ่งรายได้ 5% จากยอดขาย

ข้อดีของรายได้ 3 ส่วนนี้คือไม่มีต้นทุน ทำให้สามารถเข้ามาในบรรทัดของกำไรสุทธิได้ทันที

ปัจจุบัน Greyhound คิดสัดส่วนรายได้ของบริษัทประมาณ 6% เท่านั้น แต่คาดว่าอีก 3 ปี ผบห ตั้งเป้าว่าอยากให้ขึ้นมาเป็น 30%

สาเหตุหลักที่ MM ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เกิดจากค่าตัดจำหน่ายที่ได้เคยไปซื้อ Buskin Robin, Aubonpain, Greyhound อยู่ราวๆ 70 ลบ.

โดยค่าตัดจำหน่ายของ Greyhound จะตกอยู่ราวๆปีละ 40 ลบ. ไปอีก 5 ปี ส่วนของ Dunkin Donut, Aubonpain จะตัดราวๆ 30 ลบ. ไปอีก 11 ปี ส่วนนี้ก็จะสังเกตุว่าอีก 5 ปี กำไรสุทธิก็ดูจะเติบโตขึ้นค่อนข้างเยอะพอสมควร

นักลงทุนที่สนใจ MM ก็คงจะสงสัยว่าเราจะประเมิณมูลค่าบริษัทที่ขาดทุนอย่างไร และเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบริษัทจะเติบโตและกลับมามีกำไรในท้ายที่สุด?

จุดนี้คือความเสี่ยงใหญ่ของบริษัท และคำตอบก็คือเราก็ต้องค่อยๆติดตามบริษัทไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าตัดสินใจซื้อวันนี้แล้วก็หวังว่าอนาคตจะกลับมาได้ แต่นักลงทุนจะต้องค่อยๆติดตามพัฒนาการของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ

แต่จุดแรกที่เราควรจะติดตามพัฒนาการของบริษัทคือสาขาที่ไปเปิดในยุโรปการตอบรับเป็นอย่างไร เพราะหากประสบความสำเร็จที่แรก ก็น่าจะมีโอกาสที่ดีในการประสบความสำเร็จที่ต่อไปได้


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary