LIT เติบโตไปกับสินเชื่อสำหรับ SME

LIT เติบโตไปกับสินเชื่อสำหรับ SME

LIT ให้บริการสินเชื่อครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม

ซึ่งจะแตกต่างจากบริษัทสินเชื่ออื่นๆที่จะเน้นไปยังลูกค้าที่ต้องการนำเงินไปบริโภค

Target หลักคือลูกค้าที่ทำงานให้กับภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทำให้ความเสี่ยงของ LIT จะต่ำกว่า

สิ่งที่ LIT แตกต่างจาก Bank คือ

  • อนุมัติเร็วกว่า Bank
  • ให้วงเงินสูงเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
  • ไม่ต้องค้ำประกัน
  • มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าตั้งแต่เริ่มจนจบโครงการ
  • มีการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดเปรียบเสมือนคู่ค้า

มีผลิตภัณฑ์ออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ต้นน้ำ

  • Bid bond สำหรับประมูลงานภาครัฐ
  • L/C สำหรับลูกค้าที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

กลางน้ำ

  • Project Finance สนับสนุนเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ

ปลายน้ำ

  • Leasing hire purchase สินเชื่อเช่าซื้อ
  • Factoring บริการรับซื้อลูกหนี้
  • Supply chain finance บริการจ่ายบิลแทนบริษัท

สัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมีจาก Project finance และ Factoring อย่างประมาณ 40%

ปัจจุบันมี sme ที่จดทะเบียน ราวๆ 3 ล้านคน และส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จะต้องไปกู้หนี้นอกระบบหรือใช้เงินทุนตัวเอง

จุดยืนของ LIT คือการช่วย SME ให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น

บริษัทมีดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเงินนอกระบบ จึงดึงดูด sme ให้เข้ามาใช้บริการ

แต่บริษัทก็มีดอกเบี้ยแพงกว่า Bank แปลว่าหากธุรกิจเติบโตขึ้นจนมีเครดิตดี ก็จะสามารถไปกู้ Bank ได้เอง

เป้าหมาย 2017

  • ยอดสินเชื่อแตะ 10,000 ลบ.
  • รายได้เติบโตอย่างน้อย 30%
  • สำรองหนี้สูญไม่เกิน 3%
  • D/E ไม่เกิน 4 เท่า
  • ปันผลเป็นเงินสดมากกว่า 50% ของกำไร

ที่ผ่านมาหลังจากบริษัทเข้า IPO ทำให้สามารถหาแหล่งเงินอื่นๆเพิ่มเติมนอกเหนือจากการกู้ Bank เช่นการออกตั๋ว BE หรือการออกหุ้นกู้ ซึ่งบริษัทได้ทำทั้งสองอย่าง

นโยบายการใช้เงินทุนคือบริษัทจะนำไปใช้กับสินเชื่อที่มีระยะเวลาชำระใกล้เคียงกับระยะเวลาที่จะต้องชำระเงินทุน

รายได้

2557 - 128.07 ลบ.
2558 - 190.91 ลบ.
2559 - 287.19 ลบ.
3Q2560 - 309.64 ลบ.

กำไรสุทธิ

2557 - 47.81 ลบ. (37.33%)
2558 - 70.45 ลบ. (36.9%)
2559 - 100.66 ลบ. (35.05%)
3Q2560 - 110.20 ลบ. (35.59%)

ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในระดับที่สูงกว่า 30% ในทุกๆปี

แต่หากดูอัตรากำไรสุทธิแล้วก็พบว่าลดลงจากสองปีก่อนค่อนข้างเยอะ น่าจะมาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และอนาคตเมื่อแนวโน้มดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น ก็จะมีความเสี่ยงกับตรงนี้เป็นอย่างมาก

ปัจจบัน NPL ขยับมาสูงขึ้นกว่า 4% ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อ Refactor ดังนั้นสิ่งที่บริษัทจะทำคือจะเน้น Project finance มากขึ้นและลดความสำคัญ Refactor ลง

ในอนาคตก็จะต้องติดตามส่วนนี้ต่อไปว่ามีแนวโน้มที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเปล่า ถ้าเกิน 5 - 6% แปลว่าเริ่มมีปัญหาจริงๆแล้ว

ส่วนเรื่องการตั้งสำรองบริษัทก็เพิ่มจากราวๆ 2.7% มาเป็น 3% กว่าๆแล้วตาม NPL ที่ขยับสูงขึ้น ซึ่งส่วนนี้มีความสำคัญสองแง่คือ หากตั้งสูงก็แปลว่าบริษัทจะปลอดภัยจากการเกิด NPL แต่ก็จะเป็นตัวกดกำไรสุทธิของบริษัทลงเช่นกัน

แล้วอนาคตบริษัทจะขยายได้อีกมากขนาดไหน?

ปัจจุบันบริษัทมี D/E อยู่เพียง 1.5 เท่า ซึ่งบริษัทสามารถเพิ่มได้ถึง 4 เท่า ทำให้ยังเหลือพื้นที่ในการกู้ธนาคารอีกมาก

หรือเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทลีสซิ่งอย่าง SAWAD หรือ MTLS ต่างก็มี D/E อยู่สูงกว่า 2 เท่า แปลว่าบริษัท LIT ยังถือว่ามีหนี้ค่อนข้างต่ำ หลายคนอาจจะบอกว่าบริษัทให้สินเชื่อคนละแบบเอามาเปรียบเทียบตรงๆไม่ได้ แต่ส่วนตัวผมเห็นว่าสามารถนำมาเป็น Guildline คร่าวๆได้

อนาคตจะโตได้ขนาดไหนก็จะต้องดูแนวโน้ม SME ที่เกิดขึ้นใหม่เป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมายของบริษัท หาก SME ยังมีการเกิดขึ้นเรื่อยๆก็จะเป็นผลดีกับบริษัท

สิ่งที่ต้องจับตาอีกเรื่องคืออัตราการปล่อยกู้ของธนาคาร เนื่องจากปัจจุบันธนาคารค่อนข้างเข้มงวด จึงทำให้เป็นโอกาสสำหรับบริษัท แต่หากธนาคารเริ่มปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ก็จะต้องจับตาว่าบริษัทจะเป็นอย่างไร


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

พื้นฐานของการลงทุนคือการได้ของมูลค่าที่ดีเมื่อเทียบกับจำนวนเม็ดเงินที่เราลงทุนไป ดังสุ…