JMT เติบโตดี บนมาตรฐานบัญชีที่ซับซ้อน

JMT เติบโตดี บนมาตรฐานบัญชีที่ซับซ้อน

บริษัท JMT ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2006 ดำเนินธุรกิจหลักคือการซื้อหนี้มาบริหาร ประกอบด้วย สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต และรถยนต์

กลยุทธ์หลักของบริษัทคือการซื้อหนี้มาจากสถาบันการเงินแล้วดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่การซื้อหนี้มาแล้วไปฟ้องเพื่อเรียกเก็บหนี้

เหตุผลที่สถาบันยอมขายหนี้ให้เพราะว่าไม่มีความเชี่ยวชาญเท่า JMT ที่ดำเนินธุรกิจนี้โดยเฉพาะ

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทสามารถซื้อหนี้มาในราคาเพียง 5% ของมูลค่าหนี้ แต่อาจจะมอบส่วนลดหรือโปรโมชั่นต่างๆให้ลูกหนี้ 30% เพื่อชักจูงให้ลูกหนี้กลับมาชำระให้ครบ

ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 95% ของลูกหนี้เมื่อได้รับส่วนลดหรือการขยายระยะเวลาชำระหนี้ จะพยายามกลับมาชำระให้ครบ จะมีเพียง 4% เท่านั้นที่ไม่ต้องการชำระแต่สามารถเปลี่ยนใจกลับมาชำระในภายหลัง และ 1% ยืนยันที่จะไม่จ่าย

ผลตอบแทนการลงทุนของเงินทุนที่ลงไปตั้งแต่ปี 2006 อยู่ราวๆ 80% ซึ่งถือว่าสูงมาก

เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน บริษัทซื้อหนี้มาจำนวน 1,000 ลบ. โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 35 ลบ. ปัจจุบันบริษัทสามารถเก็บหนี้ได้ทั้งหมด 420% ของเงินลงทุน

ปัจจุบันบริษัทมีลูกหนี้จำนวนกว่า 3 ล้านราย มูลค่ารวมกว่า 1 แสน ลบ. โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ลบ. แต่พนักงานที่บริษัทต้องจ้างก็มากถึง 1,600 คน แปลว่าต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัทคือคน

ในตอนแรกบริษัทตัด Amortization ได้เพียง 5 ปีเท่านั้น แต่ภายหลังได้ปรับมาเป็น 10 ปี เลยทำให้รายได้เติบโตอย่างมาก (ในเชิงบัญชี) อนาคตบริษัทสามารถปรับเป็น 15 ปีได้

ใน 3 ปีข้างหน้า บริษัทจะซื้อหนี้ของบริษัทคือประมาณ 30,000 ลบ. ต่อปี โดยใช้เงินลงทุน 5% แปลว่าภายในปี 2563 บริษัทจะมียอดลูกหนี้ประมาณ 190,000 ลบ. เติบโตสองเท่าจากปัจจุบัน

การลงทุนเพิ่มแปลว่าบริษัทจะต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อมาซื้อหนี้ โดยปัจจุบันบริษัทมี D/E อยู่ประมาณ 1 เท่า ทำให้อาจจะยังสามารถกู้เพิ่มได้ หรือบริษัทสามารถออกเครื่องมือการเงินอื่นๆได้

นอกจากบริษัทจะซื้อหนี้จากสถาบันการเงินแล้ว บริษัทยังมีการ Synergy กับบริษัทในเครืออย่าง J fintech และ Singer ซึ่งทั้งสองบริษัทก็จะมีหนี้มาขายให้ JMT เช่นกัน

ในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 50 บริษัทที่รับจ้างเก็บหนี้ โดย JMT ครอง market share อยู่ประมาณ 90% แล้ว

นอกจากการซื้อลูกหนี้แล้ว อนาคตบริษัทยังต้องการ M&A กับธุรกิจประกันแห่งหนึ่ง เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ภายในกลุ่ม Jmart เพื่อทำให้เกิด Synergy คาดว่าดีลนี้จะใช้งบประมาณ 300 ลบ. และมี IRR อยู่ราวๆ 20% รายได้จะเข้ามาอยู่ในบรรทัดกำไร

มาดูส่วนของรายได้ รายได้รวม 2556 - 363.12 ลบ.
2557 - 488.36 ลบ.
2558 - 720.33 ลบ.
2559 - 1,216.23 ลบ.
3Q2560 - 1,005.10 ลบ.

กำไรสุทธิ 2556 - 75.08 ลบ. (20.68%)
2557 - 120.61 ลบ. (24.70%)
2558 - 94.64 ลบ.(13.14%)
2559 - 290.41 ลบ. (23.88%)
3Q2560 - 296.84 ลบ. (29.53%)

รายได้โตดีมาทุกปี โดยเฉพาะปี 2559 ที่บริษัทเปลี่ยนนโยบายตัด Amortization จาก 5 ปีเป็น 10 ปี ทำให้รายได้และกำไรโตขึ้นกว่าเท่าตัว

ซึ่งการตั้งนโยบายตัด Amortization นั้นขึ้นอยู่กับว่าบริษัทมีหลักฐานว่าลูกค้าจะชำระหนี้ในระยะเวลานานเท่าใด

ดังนั้นส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่ต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจากนโยบายบัญชีของบริษัทค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก และหากช่วงใดที่บริษัทลงทุนซื้อหนี้เยอะ ก็จะทำให้ Amortization เพิ่ม และกดกำไรลง

ความเสี่ยงอีกอย่างคือนโยบายจากภาครัฐในการเก็บหนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงเช่น ยกเลิก Blacklist

สิ่งที่จะต้องติดตามเสมอคืออัตราผู้ที่ยอมชำระหนี้และผู้ที่ไม่ยอมชำระหนี้ หากมีผู้ที่ไม่ยอมชำระหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแปลว่าพฤติกรรมลูกค้าอาจจะกำลังเปลี่ยนแปลง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary