AMATA Money talk weekly 30 ธ.ค. 60

AMATA Money talk weekly 30 ธ.ค. 60

บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เป็นบริษัทที่เน้นการลงทุนในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวข่าว เพื่อพัฒนาไปสู่ Smart city

-------- ช่วง 1 ----------

บริษัทก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 จนปัจจุบัน 2018 แล้ว รวมทั้งหมด 29 ปี

จริงๆแล้วบริษัทเริ่มตั้งแต่ปี 1988 โดยตอนนั้นยังเป็นบริษัท บางปะกง 1 ทำนิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กๆไม่กี่ร้อยไร่

เหตุผลที่เริ่มมาเพราะว่า ผบห (คุณวิกรม) มีความคิดอยากจะเป็นเจ้าของเมือง ตอนนั้นต้องเริ่มจาก 0 ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเองเลย

ต่อมาหลังจากบางปะกง 1 แล้ว ก็ได้ต่อยอดมาเป็นบางปะกง 2 ที่ชลบุรี ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าที่แรกอย่างมาก ด้วยขนาดที่ดินกว่า 1,400 ไร่

ราวๆปี 1997 บางปะกง 2 ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น อมตะนคร เหตุผลก็เพราะว่าชื่อบางปะกงไม่ค่อยสื่ออะไรนัก จนปัจจุบันก็มีที่ดิน 33,000 กว่าไร่แล้ว

ในช่วงนั้นบริษัทก็มีญี่ปุ่นมาถือหุ้นด้วย เหตุผลก็เพราะว่าวิสัยทัศน์ของ ผบห ต้องการจะดีลธุรกิจกับญี่ปุ่น จึงต้องอาศัยความสามารถของผู้ถือหุ้นญีปุ่นด้วยส่วนหนึ่ง ปัจจุบันนี้ผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นก็ยังอยู่ แต่มีสัดส่วนน้อยลง

เราอาจจะสังเกตุว่าบริษัท อมตะ เข้าตลาดหุ้นช่วงปี 1997 พอดีกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทก็ไม่สามารถขายที่ดินได้เลย เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ยังโชคดีที่มีรายได้จากการขายสาธารณูปโภค จึงทำให้เอาตัวรอดมาได้

ส่วน อมตะ ซิตี้ ในจังหวัดระยอง ได้เริ่มมาช่วงปี 1996 ไล่เลี่ยกัน เหตุผลก็เพราะในจังหวัดระยองมีผลประโยชน์ทางภาษีดีกว่าชลบุรี

ตอนเริ่ม อมตะ ซิตี้ มีขนาดที่ดินประมาณ 6,000 ไร่ ปัจจุบันมีอยู่ราว 20,000 ไร่

ขนาดที่ดินเยอะมาก ปัจจุบันเหลืออีกกี่ไร่?

อมตะนครเหลือราวๆ 10,000 ไร่ และ อมตะซิตี้อีกประมาณ 4,000 ไร่ แต่พื้นที่สำหรับขายจริงๆอาจจะเหลือไม่ถึง 10,000 ไร่ เพราะมีบางส่วนเอาไว้ใช้สำหรับ Commercial ทำให้โดยรวมแล้ว บริษัทก็ยังเหลือที่ดินอีกมาก และไม่มีปัญหาในการรองรับ EEC

ลูกค้าซื้อขนาดเล็กสุดจะอยู่ประมาณ 5 ไร่ ส่วนลูกค้าขนาดกลางจะอยู่ประมาณ 50 ไร่ และใหญ่ที่สุดก็อาจจะซื้อมากถึงหลายร้อยไร่

-------- ช่วง 2 ----------

ปัจจุบัน ภาครัฐได้มีนโยบาย EEC ซึ่งจะสนับสนุน 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ความโชคดีของ อมตะ คือบริษัทมีที่ดินอยู่ครบทั้ง 3 จังหวัด

ลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นต่างชาติกว่า 80% ในจำนวนนี้ 60% เป็นญี่ปุ่น และอีกกว่า 30% คละกันไปกว่า 30 ประเทศ แต่จีนก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น

อุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงได้ รถยนต์เริ่มขยายตัวช้าลง แต่อุตสาหกรรมที่เริ่มเข้ามามากขึ้นคือเกี่ยวกับการบิน ตรงส่วนนี้น่าสนใจมาก

สนามบินอู่ตะเภาถือว่าเป็นหนึ่งในนโยบายภาครัฐที่จะลงทุน แต่อาจจะใช้เวลาพอสมควรหลายปีในการเพิ่ม Capacity ขึ้นมาเป็น 30 ล้าน

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการบินที่เริ่มเข้ามา เช่น อะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆ หรือแม้กระทั้ง Simulator ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมที่ภาครัฐพลักดัน แต่การเดินเรื่องกฏหมายยังไม่จบดีนัก อาจจะต้องรออีกสักพัก

อุตสาหกรรมต่อมาคือจำพวก Agriculture value added, Biotech, Electric vehicle, E-commerce Logistic

ปัจจุบันมี EV ที่เริ่มผลิตในเมืองไทยแล้วคือ BMW รุ่น 330e รุ่นนี้ยังเป็น Hybrid อยู่ แต่ก็เป็นสัญญานที่ดี

ส่วนผลประโยชน์ของคนที่มาลงทุนใน EEC ก็มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษีของนิติบุคคล รวมถึงลดภาษีให้กับชาวต่างชาติ และอื่นๆอีกมากมาย

แล้วทำไมต่างชาติจะต้องมาลงทุนใน Amata?

นิคมอื่นๆมีมากมายเช่น แหลมฉะบัง สหพัฒน์ WHA ปิ่นทอง และ โรจนะ

ทุกนิคมต่างก็มีจุดเด่น และมีการแข่งขันตามปกติ สำหรับ Amata ก็ถือว่าเป็นผู้เล่นใหญ่และมี After sale ที่ดี เชื่อถือได้

อีกส่วนธุรกิจของ อมตะ ก็ยังมี AMATAV หรือ อมตะเวียดนาม ปัจจุบันถือหุ้นอยู่ราวๆ 70%

ธุรกิจของอมตะเวียดนามก็จะเหมือนกับในประเทศไทย ที่แรกอยู่ทางตอนเหนือของ Hochimin มีขนาด 4,200 ไร่ ส่วนที่สองอยู่ทางตอนใต้ของ Hochimin มีขนาด 2,000 ไร่ สำหรับอุตสาหกรรม และอีก 4,000 ไร่ สำหรับ Commercial + Residential

เหตุผลที่ที่สองมีสัดส่วนของ Commercial เยอะ เพราะว่าอยู่ใกล้ตัวเมือง Hochimin ทำให้คนในเมืองสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก และอีกเหตุผลคือรัฐบาลเวียดนามต้องการให้เป็น Hightech จึงไม่ต้องใช้ที่เยอะนัก

รายได้ของบริษัทจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ 1. รายได้จากการขายที่ดิน
2. รายได้จากสาธารณูปโภค ทั้งไฟฟ้า น้ำดิบ น้ำเสีย ส่วนนี้ทำรายได้ให้บริษัทปีละราวๆ 1,000 ลบ.

รายได้ 2557 - 7,856 ลบ.
2558 - 6,391 ลบ.
2559 - 5,058 ลบ.
3Q2560 - 3,942 ลบ.

กำไรสุทธิ 2557 - 2,224 ลบ. (28.31%)
2558 - 1,216 ลบ. (19.03%)
2559 - 1,198 ลบ. (23.69%)
3Q2560 - 1,093 ลบ. (27.74%)

ROE
2557 - 24.13%
2558 - 11.43%
2559 - 10.37%
3Q2560 - 15.62%

D/E
2557 - 0.98
2558 - 1.07
2559 - 1.03
3Q2560 - 1.07

ในปีช่วงหลังๆ เหตุผลหลักที่รายได้หดหายลงมาเพราะว่า Land sell น้อยลงมีผลต่อผลประกอบการอย่างมาก แต่หากดูลึกๆแล้วจะพบว่า Recurring เพิ่มขึ้นทุกปี

เรื่องของมูลค่าที่ดินค่อนข้างน่าสนใจ เพราะปัจจุบันบริษัท book ไว้ตามราคาต้นทุน ยังไม่ได้ปรับตามราคาตลาด หากบริษัทมีที่ดินพร้อมขายราวๆ 10,000 ไร่ หากตีเป็นตัวเลขง่ายๆไร่ละ 8 ล้าน ทั้งหมดจะมีมูลค่า 80,000 ลบ.

Source: https://www.youtube.com/watch?v=YQrr54xUVUQ


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary