หุ้น ACAP วิกฤตหรือโอกาส?

หุ้น ACAP วิกฤตหรือโอกาส?

บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดําเนินธุรกิจ ให้สินเชี่อกับลูกค้าภาคธุรกิจและลูกค้ารายย่อย

เดิมที่บริษัท ACAP เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน อยู่ในตลาด mai มาตั้งแต่ปี 2548

ในช่วงปี 2557 บริษัทได้เริ่มปรับโครงสร้าง โดยการแต่งตั้ง CEO คนใหม่และผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมก็ค่อยๆลดบทบาท และขายหุ้นออกให้กับผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่

การเข้ามาครั้งนี้เกิดจาก ACAP มีการขาดทุนอยู่ แต่กลุ่มคุณสุกัญญาสนใจใน ACAP และได้เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัท และปัจจุบันเป็น CEO เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 15%

การปรับโครงสร้างธุรกิจนั้นมีทั้งการเปลี่ยน Business model หรือการลดต้นทุนองค์กรไม่ว่าจะเป็นการย้ายสำนักงาน การขายทรัพย์สินที่ไม่ใช้ออก จนปัจจุบันมีกำไรกลับมาแล้ว

ปัจจุบันมีบริษัทย่อยถือหุ้น 100%

  1. Ok cash - ให้สินเชื่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่ > 300 ลบ. และกลาง 50 - 300 ลบ.
  2. Capital Ok - ให้สินเชื่อภาคธุรกิจขนาดเล็ก < 50 ลบ.
  3. Global service center - ดำเนินธุรกิจ outsource สำหรับ call center
  4. Acap consulting - บริการเกี่ยวกับบริหารลูกหนี้และงานกฏหมาย
  5. Acap Asia - ดำเนินธุรกิจประมูลพอร์ต แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการ

ธุรกิจสินเชื่อ

บริษัท Acap ให้สินเชื่อแบบมีหลักประกันเป็นหลัก รวมถึงการให้สินเชื่อ factoring กับธุรกิจขนาดเล็กด้วย

การปล่อยสินเชื่อวงเงินขนาด 300 ลบ. ถือว่าค่อนช้างสูงมาก โดยปกติแล้วบริษัทจะต้องการหลักประกันราวๆ 200% ของวงเงิน

การที่บริษัทมีเงื่อนไขหลักประกัน 200% ทำให้บริษัทอาจจะไม่จำเป็นต้องตั้งสำรอง เนื่องจากหลักประกันสามารถครอบคลุมวงเงินได้ครบ ปัจจุบันบริษัทยังไม่มี NPL

หากไม่สามารถชำระหนี้ได้บริษัทสามารถยึดหลักประกันได้รวดเร็วกว่า Bank ส่วนใหญ่หลักประกันเป็นจำพวกที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ส่วนใหญ่ลูกค้าของบริษัทเป็นรายใหญ่มากกว่ารายย่อย ปัจจุบันมีด้วยกันราวๆ 30 - 40 ราย

บริษัทไม่เข้าไปแข่งขันสินเชื่อรายย่อยสักเท่าไหร่ เนื่องจากการแข่งขันสูงและบริษัทยังใหม่ ไม่มีความชำนาญเพราะความเสี่ยงสูงกว่า

แหล่งเงินทุนของบริษัทมาจากเงินสด เงินทุนของบริษัทเอง นอกจากนี้บริษัทยังออกหุ้นกู้ ตราสารหนี้และตั๋ว BE อีกด้วย

จำนวนเงินทั้งหมดที่บริษัทระดมมาได้อยู่ราวๆ 3,000 ลบ. โดยมี cost of fund ที่ราวๆ 6% และบริษัทมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ 2 - 5%

ในส่วนของ BE อนาคตบริษัทอาจจะไม่สามารถออกเพิ่มได้ง่ายนักเนื่องจากมาตรการเข้มงวดมากขึ้นหลังจากเหตุการณ์วิกฤตตั๋ว BE เมื่อปีที่ผ่านมา

ปริมาณลูกหนี้ปัจจุบันของบริษัทแบ่งเป็นรายใหญ่ประมาณ 3,000 ลบ. และรายเล็ก 2,000 ลบ. รวมเป็นทั้งหมดราวๆ 5,000 ลบ.

สัดส่วนรายได้ที่มาจากดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 70% ที่เหลือเป็นรายได้ที่มาจากค่าบริการ

Global service center

เป็นอีกส่วนหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ ธุรกิจหลักๆคือเป็น Call center สำหรับ after sale service

ธุรกิจนี้ดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว แต่ในอดีตผู้บริหารชุดเก่าไม่สามารถดึงศักยภาพมาใช้ได้เท่าที่ควร รายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ลบ. ต่อมาผู้บริหารชุดใหม่ได้ปรับโครงสร้างเช่นเดียวกับธุรกิจสินเชื่อ

ลักษณะของธุรกิจ Global service center คือบริษัทจะต้องไป Bid หรืออาจจะได้รับการว่าจ้าง ส่วนใหญ่มาจากรัฐบาล

ส่วนนี้บริษัทจะต้องมีต้นทุนบุคลากรสูง ปัจจุบันมีพนักงานอยู่ 500 กว่าคน ขนาดออฟฟิศกว่า 1,000 ตร.ม.

ปัจจุบันการเติบโตของรายได้ค่อนข้างสูง 2558 - 109 ลบ.
2559 - 136 ลบ.
2560 - บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 150 ลบ. แต่ไตรมาศ 2 เกิน 100 ลบ. ไปแล้ว

Global service center บริษัทจะยื่น filing ประมาณ Q2 ในปีนี้เพื่อทำการเข้า IPO ซึ่งส่วนนี้น่าจะทำให้มูลค่าของ ACAP ดีขึ้นพอสมควร

มาดูผลประกอบการ

รายได้

2557 - 167.23 ลบ.
2558 - 154.12 ลบ.
2559 - 421.15 ลบ.
3Q2560 - 561.30 ลบ.

กำไรสุทธิ

2557 - (-42.98) ลบ.
2558 - (-25.14) ลบ.
2559 - 174.33 ลบ.
3Q2560 - 223.66 ลบ.

ตัวเลขรายได้และกำไร turn around จริงๆ โดยกำไรสุทธิสูงมาก 40% (ยังไม่ได้ลงไปดูว่าอัตรากำไรของแต่ละธุรกิจย่อยเป็นอย่างไร)

แต่ส่วนที่ต้องระวังคือ ปัจจุบันบริษัทมี D/E อยู่ที่ 3 เท่าแล้ว หากบริษัทต้องการจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มอาจมีโอกาสต้องเพิ่มทุน และผู้บริหารก็บอกเองว่ามีโอกาสเพิ่มทุนได้

Valuation

P/E (เท่า) 13.78
อัตราเงินปันผลตอบแทน (%) ไม่มี P/BV(เท่า) 3.49

ถ้าดูราคาหุ้นปัจจุบันก็เหมือนจะไม่แพงมาก มี PE ไม่เกิน 14 เท่า ในขณะที่บริษัทมีการเติบโตมากกว่า 30%

แต่เหตุผลที่ราคาถูกก็อาจจะมีเบื้องหลัง เพราะปีที่ผ่านมาราคาหุ้นของ ACAP เคยขึ้นไปถึง 30 บาท ก่อนที่จะลงมาเหลือ 14 บาทในปัจจุบัน

เหตุผลที่พอจะอธิบายได้ก็คือความกังวลเกี่ยวกับแหล่งเงินทุน หากบริษัทเพิ่มทุนก็จะทำให้มูลค่าหุ้นถูก dilute ลงไป

ส่วนอีกเหตุผลก็น่าจะเป็นความกังวลเกี่ยวกับหลักประกันที่บริษัทให้สินเชื่อ ซึ่งมีบางส่วนเป็นหุ้นเอามาค่ำประกันด้วยคล้ายๆ GL แต่ความต่างอยู่ตรงที่ไม่ใช่การปล่อยสินเชื่อให้บริษัทภายใน แต่เป็นบริษัทอื่น (ข้อมูลจากหมายเหตุประกอบงบการเงิน)

สรุปคือ จริงๆแล้วราคาไม่แพงมากหากเทียบกับการที่บริษัทพยายามจะเติบโต และมีผู้บริหารถือหุ้นใหญ่ น่าจะมีแรงจูงใจในการบริหารพอสมควร

แต่ข้อควรระวังคือถึงแม้ราคาอาจจะดูไม่แพง แต่หากมีความไม่โปรงใสของงบการเงิน หรือมีรายการแปลกๆเกิดขึ้น ไม่ว่า PE จะต่ำเท่าใด ก็จะหลีกเลี่ยง ส่วนนี้อาจจะต้องลองค้นหาประวัติผู้บริหารดีๆว่ามีอะไรแปลกๆหรือเปล่า


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary