สรุป BCPG - Business model 10/01/18

สรุป BCPG - Business model 10/01/18

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน)

ช่วงที่ 1

บริษัทเน้นการลงทุนใน Green Energy เพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน Portfolio มีพลังงานหลากหลายตั้งแต่ Solar, พลังงานลม, ความร้อนใต้พิภพ

การที่บริษัทมีความชัดเจนด้านพลังงานสีเขียว ก็จะทำให้นักลงทุนเข้าใจได้ง่าย รวมไปถึงกองทุนที่ต้องการลงทุนในธุรกิจพลังงานสีเขียวโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ในยุโรปยังมีแนวโน้มที่จะเลิกลงทุนในพลังงานที่ไม่สะอาด ไม่ว่าจะเป็นคนปล่อยเงินกู้อย่างธนาคารไปจนถึงสังคมที่ยอมรับพลังงานประเภทนี้น้อยลง

ในช่วงแรกที่บริษัทเข้ามาลงทุนพลังงานสีเขียวเมื่อหลายปีก่อน เป็นช่วงที่บริษัทได้ Adder ถึง 8 บาท ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น ราคาถูกลง ดังนั้นราคาขายไฟก็ลดลงตามไปด้วย ทำให้โดยเฉลี่ยแล้วบริษัทยังมีผลตอบแทนการลงทุนที่ดีอยู่

ปัจจุบันบริษัทดำเนินการอยู่ 4 ประเทศ

  1. ไทย
  2. ญี่ปุ่น
  3. ฟลิปปินส์
  4. อินโดนีเซีย

Port การผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ประมาณ 600 MW แบ่งเป็นในไทยประมาณ 200 MW และอีก 400 MW อยู่ในต่างประเทศ (บางส่วนยังไม่ได้ดำเนินการ)

โครงการที่มี Adder 8 บาท มีระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 10 ปี ปัจจุบันดำเนินการมาแล้ว 4 - 5 ปี และส่วนนี้ยังเป็น Port ส่วนใหญ่ของบริษัท โครงการที่มี Adder 4 บาททีทั้งหมดราวๆ 20 MW เท่านั้น ดังนั้นบริษัทจึงต้องพยายามหารายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษากำไรไว้

การไปลงทุนญี่ปุ่นบริษัทจะได้ค่าไฟแบบ FiT ประมาณ 40 เยน นอกจากนี้การที่บริษัทอยู่ในเครือบางจากทำให้ได้เครดิตค่อนข้างดี สามารถกู้ได้ดอกเบี้ยเพียง +-1% ทำให้ IRR ในญี่ปุ่นค่อนข้างดีมาก

Port ในประเทศญี่ปุ่นเป็นพลังงาน Solar ประมาณ 200 MW และดำเนินการอยู่ปัจจุบัน 40 - 50 MW อีกประมาณ 100 MW น่าจะสร้างเสร็จภายในปี 2018 ทำให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีกำลังการผลิตรวม 150 MW และจะรับรู้เต็มปี 2019

Port ในฟิลิปปินส์เป็นพลังงานลม บริษัทลงทุนแบบ JV สัดส่วนของบริษัทอยู่ประมาณ 50 MW

Port ในประเทศอินโดนีเซียเป็นพลังงานใต้พิภพ บริษัทลงทุนแบบเป็น JV โครงการทั้งหมดมีกำลังผลิตถึง 1000 MW แต่เป็นสัดส่วนของบริษัทอยู่ 200 MW

ในอนาคตสัดส่วนรายได้จะมาจากต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากหลังจากหมด Adder ในประเทศไทยแล้วจะทำให้รายได้ในไทยหายไปค่อนข้างเยอะ

IRR ที่บริษัทตั้งไว้คือ 15% ดังนั้นบริษัทจะไม่ได้ไปลงทุนเพื่อได้ MW จำนวนมาก แต่ต้องการกำไรที่ดีด้วย

ส่วนต่อมาที่บริษัทสนใจคือการทำให้ Solar สามารถเข้าไปสู่การผลิตโดยผู้บริโภคได้ บริษัทมองถึงการศึกษาเทคโนโลยี Blockchain เพื่อสร้างระบบซื้อขายไฟฟ้า

ช่วงที่ 2

มุมมอง ดร. วิศิษฐ์

Capacity ทั้งหมด 425 MW และ COD ไปแล้ว 332 MW และอีก 92 MW จะ COD ภายใน 2018

จุดเด่นของ BCPG คือมีการ diverse พลังงานหมุนเวียน

  • Solar 51%
  • พลังงานใต้พิภพ 40%
  • พลังงานลม 4%
  • Solar จากสหกรณ์ 5%

Portfolio ของบริษัทแบ่งตามประเทศ

  • ไทย 31%
  • อินโดนีเซีย 40%
  • ญีปุ่น 24%
  • ฟิลิปปินส์ 5%

ส่วนของ Solar ในประเทศไทย การขายไฟฟ้ามีสองรูปแบบคือ Adder 8 บาท จะได้ระยะเวลา 8 - 10 ปี แต่หลังจากนั้นก็จะหมดไป ทำให้กำไรจะหายไปค่อนข้างเยอะ ส่วนรูปแบบที่สองคือ FiT จะได้ค่าไฟฟ้า 4 - 5 บาท ระยะเวลา 25 ปี

พลังงาน Solar ในญี่ปุ่นบริษัทได้ FiT ประมาณ 32 - 40 เยน ซึ่งถือว่าสูง เพราะบริษัทใหม่ๆที่เข้าไปจะได้ไม่เกิน 20 เยน เท่านั้น

ส่วนพลังงานใต้พิภพในอินโดนีเซีย ข้อดีคือเป็นโรงไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟได้ตลอด 24 ชม. ทำให้ค่าไฟสม่ำเสมอกว่า Solar ที่สามารถผลิตได้ 5 - 8 ชม. ต่อวัน

พลังงานใต้พิภพใช้เงินลงทุนประมาณ 115 ลบ. ต่อ 1 MW ถึงแม้จะได้ค่าไฟฟ้าประมาณ 3 บาท น้อยกว่า Solar แต่เนื่องจากสามารถผลิตได้ 24 ชม. ทำให้ IRR สูง 12 - 15% ส่วนพลังงาน Solar 90 ลบ. ต่อ 1 MW IRR อยู่ประมาณ 15%

การประเมิณมูลค่าก็สามารถใช้ DCF คำนวนได้ โดยแต่ละ project ก็จะมี IRR ที่ต่างกันไป และมี Wacc ที่ต่างการไป เพราะแหล่งเงินทุนของแต่ละ project มีความแตกต่าง

ราคาปัจจุบันถือว่า Fairly Value ด้วย P/BV 3.61 เท่า และ ROE 12.4%

หากจะปรับ Valuation เพิ่มอาจจะต้องมองไปถึงแผนพัฒนาไฟฟ้าของประเทศจะต้องสนับสนุนพลังงานทางเลือกมากขึ้น และความสามารถของบริษัทที่จะลงทุนเพิ่มเพื่อทดแทน Solar ส่วนที่ Adder จะหมด

มุมมอง ดร. นิเวศน์

BCPG เป็นบริษัทรุ่นแรกๆที่ทำพลังงาน Solar ดังนั้นจึงได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี

แต่หลังจาก Adder หมดแล้วก็จะกระทบค่อนข้างเยอะ เพราะรายได้ส่วนนี้มากถึงกว่าปีละ 1,000 ลบ. แต่อาจจะกระทบกำไรน้อยลงมา เพราะต้นทุนสมัย Adder 8 บาท ก็ค่อนข้างสูง

คำถามที่สำคัญคือเมื่อ Adder หมดแล้วบริษัทจะสามารถสร้างรายได้ทางอื่นมาทดแทนได้หรือไม่ และกำไรจะตกลงหรือไม่

จุดได้เปรียบของบริษัทคือการอยู่ในเครือของ BCP ทำให้บริษัทได้เครดิต ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสได้มากกว่าบริษัทอื่นๆ บริษัทมีทางเลือกมากกว่าจึงสามารถเลือกได้ว่าต้องการเฉพาะ project ที่มี IRR สูงๆ

พลังงานใต้พิภพที่อินโดนีเซียค่อนข้างน่าสนใจ ถึงแม้จะต้องลงทุนสูงกว่าและได้ค่าไฟต่ำกว่า แต่กลับไม่ต้องมีต้นทุนเชื้อเพลิงและสามารถผลิตได้ 24 ชม. และอนาคตอินโดนีเซียน่าจะมีโครงการประเภทนี้อีก

อีกจุดที่เป็นข้อดีของบริษัทคือความสามารถในการหาเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำได้ เพราะอยู่ในเครือ BCP

อนาคตหากบริษัทขยับมาขายไฟฟ้าแบบ Retail มากขึ้นก็จะได้กำไรดีเพราะค่าไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐ

ส่วนราคาหุ้นก็พอใช้ได้ ปันผลยังได้อยู่ราวๆ 2 - 3% แต่จะต้องดูติดตามว่าบริษัทจะหาโครงการใหม่มาทดแทน Adder ที่จะหมดอีก 5 - 6 ปีได้หรือไม่


credit: https://www.youtube.com/watch?v=EGJYt8Wbjk&list=PL3aRSI4CPHXlwwLVPE4F4kK0eYDpLeuu


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary