สรุป THIP 3Q2560

สรุป THIP 3Q2560

THIP ทำอะไร?

บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)

บริษัทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก มี 3 ผลิตภัณฑ์หลักคือ

  • หลอดดูดเครื่องดื่ม หลอดตรง หลอดงอ
  • ถุงพลาสติกทั่วไป ถุงซิบล้อก ถุงยืดอายุผักผลไม้ ถุงขยะ
  • ผลิตภัณฑ์อื่นๆ

สินค้าหลักเกี่ยวกับการผลิตพลาสติก ดังนั้นต้นทุนที่สำคัญคือราคาเม็ดพลาสติก

THIP เป็นบริษัทหนึ่งที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แนวโน้มอนาคตพลาสติกก็ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่อาจจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบของ Bio plastic มากขึ้น ตามเทรนด์รักโลกที่กำลังมาแรง

บริษัทนี้ไม่เคยมา Oppday เลย ดังนั้นเวลาจะถามคำถามผู้บริหารก็จะต้องไปประชุมผู้ถือหุ้นอย่างเดียว

เมื่อปีที่แล้วบริษัทได้แตก Par ทำให้จากราคาหุ้น 400 บาทลงมาเหลือ 40 บาท แปลว่าถ้าใครอยากซื้อซัก 100 หุ้นตอนนี้ก็สบายแล้ว อยากรู้เพิ่มเติมก็ซื้อไว้แล้วไปถามผู้บริหารในประชุม AGM

มาดูผลประกอบการบ้าง

รายได้

2557 - 2,095.59 ลบ.
2558 - 2,376.09 ลบ.
2559 - 2,703.90 ลบ.
3Q2560 - 2,123.58 ลบ.

กำไร

2557 - 120.04 ลบ. (5.73%)
2558 - 241.44 ลบ. (10.16%)
2559 - 324.03 ลบ. (11.98%)
3Q2560 - 186.14 ลบ. (8.77%)

รายได้ของบริษัทจริงๆแล้วเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงกำไรด้วย

ส่วนปี 3Q2560 รายได้จริงๆก็เติบโตขึ้น ยังเป็นสัญญานที่ดีอยู่ว่าบริษัทเพิ่มยอดขายได้ แต่ถ้ามาดูกำไรจะพบว่า NPM ตกลงจากปีก่อนค่อนข้างเยอะ เหตุผลก็คือต้นทุนเม็ดพลาสติกเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น​ จากปีก่อนๆที่ราคาลดลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้กำไรก้าวกระโดด

ดังนั้นในปี 2560 ก็เป็นไปได้สูงว่ากำไรจะลดลงจากปีก่อนๆ แต่ตรงนี้ไม่ต้องกังวลมากสำหรับใครที่สนใจ หรือใครที่ถืออยู่ เพราะว่าบริษัทยังมียอดขายเติบโตอยู่

โดยปกติ Cycle ของราคาเม็ดพลาสติกจะอยู่ประมาณกี่ปีไม่แน่ใจ แต่ค่อนข้างจะอิงตามราคาน้ำมัน ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันยังเป็นขาขึ้นอยู่ ก็น่าจะทำให้ต้นทุนเม็ดพลาสติกสูงขึ้น

จริงๆแล้วยอดขายก็ชะลอลงบ้างเหมือนกันจากปีก่อนๆ ถ้าลงลึกไปดูจะพบว่ายอดขายกว่า 85% มาจากต่างประเทศ ส่วนนี้เติบโตติดลบจากปีก่อนเล็กน้อย แปลว่าอาจจะมีการชะลอการสั่งซื้อจากลูกค้าในปีนี้ โดยเฉพาะหลอดดูด

THIP ถือว่าเป็นหุ้นโรงงานที่มีกระแสเงินสดและกำไรค่อนข้างดีเลย จะพบไม่มากสำหรับบริษัทโรงงานที่สามารถสร้าง NPM ได้ 10% ส่วนวงจรเงินสดนั้นอยู่เพียง 50 วันเท่านั้น

อนาคตบริษัทก็ดูเหมือนกำลังวิจัยพวก Bioplastic กันอยู่ เพื่อเตรียมรับมือกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลง

ส่วนราคาปัจจุบัน 34 บาท คิดเป็น P/E 9.91 เท่า และ P/BV 1.89 เท่า เงินปันผลปีนี้น่าจะอยู่ที่ 4% ซึ่งหากดูราคาแล้วก็ถือว่าไม่ได้แพงเลย

ถ้าใครสนใจอยากจะถือระยะกลางก็อาจจะต้องติดตาม GPM อย่างใกล้ชิด และรอลงทุนเมื่อมีสัญญา GPM ดีขึ้น

แต่ข้อควรระวังนิดนึงคือบริษัทมีสภาพคล่องที่ต่ำมาก เนื่องจากแทบจะไม่มีใครติดตามหรือสนใจบริษัทเลย ประกอบกับ Oppday หรือข่าวก็ไม่เคยมี ทำให้ยิ่งลึกลับเข้าไปอีก


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary