BANPU กับมหากาพย์คดีหมื่นล้าน

BANPU กับมหากาพย์คดีหมื่นล้าน

วันก่อนผมได้อ่านเรื่องคดีความของบ้านปู ซึ่งมาความน่าสนใจมาก ผมเลยอยากจะลองวิเคราะห์ดูในเคสคดีความของบ้านปู แต่ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้ถนัดหุ้นประเภท Commoddity มากนัก เนื่องจากคาดการณ์ผลประกอบการณ์ค่อนข้างยาก ดังนั้นหากวิเคราะห์ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ก่อนครับ

เมื่อ 20 ก.ย. 55 BANPU เป็นจำเลยที่ถูกศาลชั้นต้นตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องร้อง

  • ค่าข้อมูลโครงการหงสาจำนวน 2,000 ล้านบาท
  • ค่าลงทุนในการศึกษาและค่าใช้จ่ายในโครงการหงสาจำนวน 2,000 ล้านบาท
  • พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ในอนาคตที่ผู้ฟ้องร้องจะได้รับจากการพัฒนาโครงการเป็นเงินรายปี ชำระทุกสิ้นปี รวม 27,740 ล้านบาท

  • ปี 2558 ถึง 2570 ปี ละ 860 ล้านบาท
  • ปี 2571 ถึง ปี 2582 ปี ละ 1,380 ล้านบาท

รวมค่าเสียหายทั้งหมด 31,740 ล้านบาท

ความเป็นไปได้มีทั้งหมด 3 กรณี ก็คือ

แพ้ จ่ายเต็มจำนวน

บริษัทมีเวลาชำระราว 20 ปี (2561 - 2582) จำนวนเงินทั้งหมดกว่า 30,000 ลบ. แปลว่าบริษัทต้องจ่ายราวๆปีละ 1,500 ลบ.

หากดูย้อนหลัง 5 ปี (ขาลงของถ่านหิน) บริษัทมีกำไรสุทธิราวปีละ 2,000 ลบ. แปลว่าบริษัทจะต้องจ่าย 75% ของกำไรต่อปีไปอีก 20 ปี ซึ่งหนักมาก

แล้วบริษัทมีเงินสดพอจ่ายหรือไม่? หากดูเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทจะพบว่าอยู่ราวปีละ 6,000 ลบ. ซึ่งน่าจะพอโล่งใจบ้างว่าบริษัทจะไม่เสี่ยงเกินไป และหากดูเงินสดที่บริษัทมีอยู่ในมือก็มีมากถึง 19,000 ลบ. จึงมั่นใจได้แน่ๆว่าบริษัทจะสามารถจ่ายได้

แต่ระยะยาว หากเกิดช่วงที่ราคาถ่านหินขาลงมากๆ และบริษัทยังต้องชดใช้ค่าเสียหาย บริษัทมีความเสี่ยงมากที่จะไม่สามารถชดใช้ได้ ตามหลัก Time value แล้ว ยิ่งอนาคตไกลก็จะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น

แพ้ แต่ไม่ต้องจ่ายชดเชยอนาคต

จากบทวิเคระห์ของ AWS บอกไว้ว่าผู้สอบบัญชีแนะนำว่าไม่ต้องตั้งสำรองเนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการเรียกร้องให้ชดใช้ผลประโยชน์ในอนาคต หากเป็นจริงจะเหลือที่ต้องชดใช้เพียงราว 5,000 ลบ. เท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับกำไร 2 ปี

แต่หากดูกำไรสุทธิปี 2560 3Q บริษัทมีกำไรสุทธิ 5,719 ลบ. หรือในขณะที่บริษัทเองก็มีเงินสดอยู่ราวๆ 19,000 ลบ. ซึ่งครอบคลุมค่าเสียหายได้ทั้งหมด ดังนั้นเคสนี้จึงเป็นเรื่องเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ชนะ ไม่ต้องจ่าย

เคสนี้ดีสุด และข่าวดีกว่านั้นคือช่วงนี้ราคาถ่านหินขึ้น กำไรบริษัทโตจากปีที่แล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 300% และช่วงเดือน 10 /2560 ถึง 12/2560 ราคาถ่านหินยังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สรุปคือหากเกิดกรณีที่ 1 นักลงทุนอาจจะต้องหาทางหนีทีไล่ให้ดีก่อน เพราะถึงแม้ปีปัจจุบันบริษัทจะยังได้ประโยชน์จากราคาถ่านหินที่ขึ้นมาสูง ซึ่งไม่น่าเป็นกังวลหากจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ระยะยาวบริษัทมีภาระต้องจ่ายเงินปีละกว่า 800 - 1,300 ลบ. ซึ่งมีความเสี่ยงพอสมควรเพราะหากดูตามจริงๆแล้วถ่านหินย่อมมีขาลงเสมอ รวมถึงในอนาคตถ่านหินจะถูกทดแทนด้วยพลังงานอื่นๆ

แต่หากเกิด 2 กรณีที่เหลือก็ไม่น่าจะต้องเป็นห่วงอะไรมาก เพราะกำไรช่วงนี้ของบริษัทดีมากๆ รวมถึงมีเงินสดที่เหลือเฟือ


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary