สรุป OISHI 2560

สรุป OISHI 2560

งบของ oishi เพิ่งจะเปลี่ยนจากปิดเดือน ม.ค. - ธ.ค. มาเป็น เดือน ต.ค. - ก.ย. นะครับ

ดังนั้นหากเราเทียบงบเต็มปี ปีนี้กับปีที่แล้ว ข้อมูลจะคลาดเคลื่อนไป เนื่องจากปีที่แล้วงบเต็มปีคิดคำนวนเพียงแค่ 9 เดือน แต่ปีนี้งบเต็ม 12 เดือน

ดังนั้นถ้าจะดูภาพรวมเต็มปีก็อาจจะยากสักหน่อยในงบปีนี้ แต่ที่อยากให้ดูมากกว่าคือกำลังซื้อของผู้บริโภคว่าแนวโน้มเป็นอย่างไร

Oishi หลายๆคนอาจจะนึกถึงชาเขียว หรือหลายๆคนอาจจะนึกถึงอาหาร แต่จริงๆก็ควรจะนึกถึงทั้ง 2 ธุรกิจ เพราะสัดส่วนรายได้นั้นเกือบครึ่งๆ

รายได้จากอาหารคิดเป็นสัดส่วน 48% ของรายได้รวม

  • 8% มาจากอาหารพร้อมรับประทานและแช่แข็งทั้งหลาย
  • 40% มาจากร้านอาหาร

จำนวนสาขาร้านอาหาร ณ สิ้นสุด 30 ก.ย. 60

  • Oishi grand 1 สาขา
  • Oishi eaterium 3 สาขา แบรนด์ใหม่
  • Oishi buffet 12 สาขา ลดลง 5 สาขา
  • Shabushi 128 สาขา (ย่างกุ้ง 2 สาขา ลดลง 1 สาขา)
  • Oishi ramen 50 สาขา ลดลง 1 สาขา
  • Oishi delivery 5 สาขา
  • Nikuya 18 สาขา
  • Kakashi 23 สาขา ลดลง 1 สาขา
  • Snack shop 2 สาขา

จะเห็นว่าจำนวนสาขาของร้านอาหารดูแล้วจะเป็นการปิดซะส่วนใหญ่ โดยที่เพิ่มมาปีนี้คือ Oishi eaterium มาแทนที่ Oishi buffet และตั้งราคาสูงกว่า

จริงๆ Oishi eaterium มีความน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งคือ เนื่องจากเป็นการทดแทน Oishi buffet สาขาเดิม แต่ตั้งราคาสูงขึ้น ทำให้ลูกค้าประจำต้องจ่ายแพงขึ้นไปโดยปริยาย

การแข่งขันของร้านอาหารญี่ปุ่นค่อนข้างรุนแรงมาก แต่ก็ยังดีที่การแข่งราคายังไม่ค่อยเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะแข่งกันเรื่องของความแปลกใหม่มากกว่า

Oishi อาจจะเสียเปรียบเรื่องกลุ่ม niche เพราะฉะนั้นอาจจะต้องใช้ประโยชน์จากความใหญ่ อาศัย economy of scale สู้แทน

ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มคิดเป็นรายได้ 52% ของบริษัท ตลาดชาเขียวดูเหมือนจะมีมูลค่าลดลงอย่างชัดเจน แต่ market share ของ oishi ก็ยังครองอันดับ 1 มีส่วนแบ่งการตลาดเกือบๆ 50% เหนือกว่าอิชิตันที่ 28%

ปีที่ผ่านมาก็มีการปรับขึ้นภาษีความหวาน ซึ่ง oishi นี่ก็จะได้รับผลกระทบด้วย

แต่ไม่แน่ชัดว่าจะมากหรือน้อย เพราะบริษัทปรับราคาขายขึ้นแลกกับภาษีที่จะหายไป แต่การขึ้นราคาก็ไม่รู้ว่าผู้บริโภคจะหันไปหาอย่างอื่นแทนมากน้อยขนาดไหน ส่วนนี้ก็คงจะต้องติดตาม

เมื่อดูภาพรวมก็น่าจะพอเดาได้ว่า Oishi น่าจะเหนื่อยในการเติบโตในแง่ของรายได้ แต่กำไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราจะมาดูกันว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร

ผลประกอบการ

รายได้รวม

2557 - 12,516.35 ลบ.
2558 - 12,963.16 ลบ.
2559 - 10,508.42 ลบ.
2560 - 13,677.09 ลบ.

กำไรสุทธิ

2557 - 524.94 ลบ. (4.19% )
2558 - 712.19 ลบ. (5.49%)
2559 - 887.21 ลบ. (8.44%)
2560 - 1,451.69 ลบ. (10.61%)

อย่างที่บอกไปก่อนแล้วว่างบปีของ oishi เพิ่งจะเปลี่ยน ทำให้งบปี 2559 คำนวนแค่ 3 ไตรมาสเท่านั้น

แต่ถ้าเทียบแบบ 12 เดือนย้อนหลังจะพบว่าปี 2559 มีรายได้ 13,637 ลบ. ไม่แตกต่างจากปี 2560 เท่าไหร่

หากแยกไปดูตามธุรกิจ ทั้งเครื่องดื่มและอาหารก็ทรงๆไม่เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

สามารถคิดได้สองแง่คือ ผู้บริโภคยังไม่ค่อยมีกำลังซื้อ หรือ ผู้บริโภคหันไปซื้ออย่างอื่น เรื่องนี้ไม่แน่ชัด

มาดูส่วนกำไรกันบ้างเพราะโตขึ้นแบบเท่าตัว เรื่องนี้มีสาเหตุ

ถึงแม้ยอดขายจะไม่โต แต่ก็ทำให้บริษัทเริ่มไปเน้นเรื่องจัดการต้นทุนมากขึ้น GPM สูงขึ้น 61.9% -> 63.7% ดังนั้น เมื่อยอดขายเยอะ อัตรากำไรเพิ่มนิดเดียวก็ทำให้กำไรโตกระโดดได้

ส่วนต้นทุนอื่นๆก็ลดลงเล็กๆน้อยๆปะปนกันไป รวมถึงดอกเบี้ยที่จ่ายก็ลดลงเช่นกัน เป็นผลให้ NPM สูงขึ้นมาเรื่อยๆ

สรุปได้ว่ายอดขายไม่โต แต่ต้นทุนดีขึ้นเลยทำให้กำไรเติบโต ส่วนอนาคตหากมีต้นทุนดีแล้ว และผู้บริโภคกลับมาใช้เงินมากขึ้นบริษัทก็น่าจะสามารถเติบโตต่อไปได้

หากเราไปลองดูบริษัทอย่าง MK ก็พบว่าจริงๆแล้วยอดขายก็ไม่ค่อยจะโตเช่นเดียวกับ Oishi

แต่การที่ปัจจุบัน MK เทรดกันที่ PE 33 เท่า ก็ถือว่าสูงกว่า Oishi ที่ PE 16 เท่า ทำไมถึงต่างกันเยอะ?

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่สิ่งที่พอตอบได้คือ ดูเหมือนปีล่าสุด MK จะมีการเติบโตที่ดีมากขึ้นอย่างชัดเจน ต่างจาก Oishi ที่ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่

เมื่อมีการเติบโตเกิดขึ้นตลาดจึงอาจจะให้ราคาหุ้นดีกว่า

แต่สุดท้าย สิ่งที่อยากรู้ต่อไปคือ ในเมื่อ MK เติบโตได้ แล้วทำไม Oishi ถึงยังไม่มา?


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary