หุ้น HANA ทำอะไร ดีหรือแย่?

หุ้น HANA ทำอะไร ดีหรือแย่?

บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน)

บริษัทผู้ให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร ซึ่งสินค้าเหล่านี้กระจายเข้าไปในหลายอุตสาหกรรม เช่น Auto, Telecom

ผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์หลักของบริษัทคือ

  1. แผงวงจรอิเล็คทรอนิกส์ PCBA แผ่นสีเขียวๆ
  2. แผงวงจรไฟฟ้า IC ชิพสีดำๆ
  3. LCoS จอภาพความละเอียดสูงขนาดเล็กมากๆ

ซึ่งบริษัทมีโรงงานอยู่ 6 แห่ง ที่คอยผลิตสินค้าแต่ละอย่าง แต่ 4 โรงงานก็รวมกว่า 90% ของรายได้แล้ว

  • PCBA โรงงานไทย 38%
  • PCBA โรงงานจีน 17%
  • IC โรงงานไทย 34%
  • IC โรงงานจีน 6%

ถ้าว่ากันตามตรง ความแข็งแกร่งของ Hana ไม่ได้มีมากมาย แต่ก็ยังแข่งขันได้เพราะ Demand มีอยู่อย่างต่อเนื่อง

แต่ข้อดีของบริษัทคือมีโรงงานอยู่ในหลายประเทศทั้งไทย จีน กัมพูชา และสหรัฐ ทำให้กระจายความเสี่ยงได้ดีหากมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น

ข้อดีอีกอย่างคือการมีโรงงานหลายประเทศทำให้ผลกระทบค่าเงินจะถูกกระจายออกไปในหลายสกุล ช่วยลดความเสี่ยงหากบาทแข็งค่าแบบปัจจุบัน

กำลังผลิตปัจจุบันของแต่ละโรงงานก็เกิน 80% เข้าไปแล้วทำให้การเติบโตอาจจะจำกัดหากไม่ได้ขยายกำลังผลิต

ต้นทุกหลักของบริษัทก็จะเป็นเรื่องของวัตถุดิบและการผลิต

ซึ่งส่วนหนึ่งของวัตถุดิบก็มีลูกค้าจัดหาให้ และอีกส่วนจัดหาเอง ดังนั้นราคาวัตถุดิบที่ผันผวนจะมีผลกระทบแค่ส่วนเดียว

แต่ถึงจะมีความผันผวนวัตถุดิบ ดูเหมือนบริษัทจะสามารถ cost plus ให้กับลูกค้าได้ด้วย

โดยรวมก็คือความผันผวนจากราคาวัตถุดิบเช่นทองแดง เหล็ก เงิน มีจำกัด

มาดูผลประกอบการกันบ้าง

รายได้

2557 - 23,171.23 ลบ.
2558 - 20,988.91 ลบ.
2559 - 21,064.28 ลบ.
2560 - 22,583.22 ลบ.

ยอดขายโดยรวมยังทรงๆอยู่ แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างน้อยบริษัทยังมีตลาดที่แข็งแกร่ง และ demand ยังมีอยู่ต่อเนื่อง

จริงๆยอดขายบริษัทมีผลกระทบจากค่าเงินด้วย ดังนั้นเมื่อเฉลี่ยออกมา ถึงแม้ยอดขายในเงินสกุลต่างประเทศจะเพิ่ม แต่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเลยทำให้ยอดขายเมื่อแปลงมาเป็นเงินบาทมียอดที่น้อยลง

ปีล่าสุดรายได้ของบริษัทในหน่วยดอลล่าเพิ่มขึ้น 9% แต่เพราะบาทแข็งทำให้เหลือเพียง 5% ในหน่วยบาท

ดังนั้นหากว่ากันตามตรง ยอดขายของบริษัทก็ยังมีการเติบโต สื่อให้เห็นว่าตลาดยังดีอยู่ ดังนั้นบาทอ่อนและบาทแข็งเป็นเพียงแค่มุมมองเดียวของธุรกิจเท่านั้น

ปีที่ผ่านมาบริษัทมี economy of scale มากขึ้น มีอัตราส่วน GPM เพิ่มขึ้นจาก 15% -> 16% และค่าเสื่อมถูกหักน้อยลง 1,173 ลบ. -> 1,083.47 ลบ.

เมื่อเทียบกับ Volume การขายของบริษัทที่มหาศาล ดังนั้นการเติบโตเล็กน้อยบวกกับเปลี่ยนแปลงของ GPM เล็กน้อย ก็นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน

กำไรสุทธิ

2557 - 3,405.50 ลบ.
2558 - 2,066.37 ลบ.
2559 - 2,105.42 ลบ.
2560 - 2,887.73 ลบ.

จริงๆแล้วกำไรสุทธิก็เติบโตดีมากทีเดียวจากปีก่อน ทั้งๆที่ค่าเงินบาทไม่ค่อยเป็นใจ

สาเหตุหลักเพราะมีต้นทุนที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนแต่เองไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะวัตถุดิบราคาขึ้น แถมบาทแข็งขึ้น ดังนั้นอาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติม

อัตราส่วน Gross profit 16.9% และ Net profit 13.1% ตรงนี้น่าสนใจ ซึ่งบริษัทส่วนต่างเพียง 3% เท่านั้น แปลว่าค่าบริหารและการขายน้อยมากๆเมื่อเทียบกับ Volume

จะสรุปได้ว่าบริษัทมี Economy of scale สูงมากก็ไม่น่าผิดอะไร

..

สำหรับสุดท้ายคือราคาหุ้นที่ดิ่งลงมาเรื่อยๆ

สาเหตุเองผมก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรนักลงทุนถึงอยากขาย

แต่หากดูตามเนื้อผ้าแล้ว ธุรกิจของ Hana ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติไปจากที่เคยเป็น

ราคาปัจจุบันลงมาจนเหลือ PE 9 เท่ากว่าๆ แถมปันผลอยู่หลัก 5 - 6% (เต็มปีจ่าย 2 บาทต่อหุ้น)

ส่วนตัวมองว่าบริษัทไม่ได้เป็นหุ้นเติบโต หรือหากจะโตก็อาจจะช้าหน่อย ซึ่งหุ้นประเภทนี้ PE 10 เท่าถือว่าราคากลางๆ แต่หากดูปันผลก็น่าสนใจ

ดังนั้นการลงทุนก็ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนเน้นที่อะไรเป็นหลัก นักลงทุนต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน และให้ยึดมั่นอยู่กับสิ่งนั้น


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ในโลกแห่งการลงทุนนั้น นักลงทุนต่างๆล้วนมุ่งหวังผลตอบแทนการลงทุนด้วยกันแทบทั้งสิ้น ซึ่งผลตอบแทนการลงทุ…