เครดิตปันผล ผลตอบแทนที่ไม่ควรมองข้าม

เครดิตปันผล ผลตอบแทนที่ไม่ควรมองข้าม

ในโลกแห่งการลงทุนนั้น นักลงทุนต่างๆล้วนมุ่งหวังผลตอบแทนการลงทุนด้วยกันแทบทั้งสิ้น

ซึ่งผลตอบแทนการลงทุนนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ข้อหลักคือ การเพิ่มขึ้นของราคาซื้อขายสินทรัพย์ และการปันผล

สำหรับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เราจะพบว่าส่วนใหญ่มักต้องการเพียงแค่ส่วนต่างของราคา และมองปันผลเป็นผู้ร้าย

สาเหตุที่มองปันผลเป็นผู้ร้ายก็น่าจะเพราะว่าหลักจากบริษัทประกาศปันผลแล้ว ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลดลง

ซึ่งการที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงก็มักจะส่งผลต่อจิตใจของผู้ลงทุนพอสมควร เพราะในขณะนั้นเขากำลังขาดทุนทางตัวเลขอยู่

อีกเรื่องหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเงินปันผลที่เราจะได้รับเป็นเงินสดนั้น เป็นเม็ดเงินที่ผ่านการหักภาษีมาก่อนแล้ว

แต่อยากจะให้นักลงทุนลองปรับมุมมองใหม่ว่าปันผลนั้นไม่ใช่ผู้ร้าย

การรับปันผลถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมาก โดยเฉพาะในระหว่างที่นักลงทุนกำลังถือครองหุ้นอย่างอดทน เพื่อที่บริษัทจะเติบโตขึ้นไปในอนาคต

ผมเองก็เคยรู้สึกเช่นกันว่าปันผลเป็นผู้ร้าย แต่เมื่อลองกลับไปพิจารณาดีๆ ผมเองพบว่าที่เราคิดเช่นนั้นเป็นเพราะเราหวังให้ราคาหุ้นสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะเราหวังให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การหวังให้หุ้นราคาสูงขึ้นดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับตำรา VI

Warren Buffett ก็กล่าวไว้เช่นกันว่า "มองหุ้นให้เป็นธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อๆขายๆ หากธุรกิจประสบความสำเร็จ เงินลงทุนก็จะประสบความสำเร็จ"

เงินปันผล เป็นเงินที่บริษัทจะจ่ายออกมาให้แก่ผู้ถือหุ้นเพื่อเป็นรางวัลตอบแทนสำหรับการลงทุนในบริษัทนั้นๆ

โดยปกติแล้วบริษัทจะจ่ายปันผลขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิในแต่ละปี หากมีกำไรมาก ปันผลก็จะมากตามไปด้วย และในทางตรงกันข้าม หากขาดทุน ปันผลก็อาจจะไม่มีเช่นกัน

การที่บริษัทจะต้องจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือภาษีที่บริษัทจะต้องจ่ายก่อนออกมาเป็นกำไรสุทธิ

สิ่งที่ผิดปกติคือ

  1. บริษัทจะต้องจ่ายภาษีก่อนออกมาเป็นกำไรสุทธิ
  2. จากนั้นบริษัทจะจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิ
  3. และสุดท้ายนักลงทุนจะได้รับเงินสดหลังจากหักภาษี ณ ที่จ่าย

จะสังเกตุว่าเงินสดที่เราจะได้สุทธินั้น ถูกหักภาษีถึง 2 รอบ ซึ่งจริงๆแล้วเราควรจะต้องเสียภาษีในข้อ 3 เพียงข้อเดียวเท่านั้น

แต่ข่าวดีคือ จริงๆแล้วเราสามารถนำหลักฐานจากการรับปันผลไปขอคืนภาษีได้ ซึ่งตรงนี้เราเรียกว่า "เครดิตปันผล"

ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า เราในฐานะนักลงทุนไม่ควรมองข้ามส่วนนี้อย่างยิ่ง เพราะว่าเม็ดเงินจำนวนนี้ไม่ธรรมดา

สำหรับรายละเอียดเครดิตปันผลและวิธีการขอคืน เราสามารถเข้าไปศึกษาได้ที่นี่

ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆคือ หากเรากำหนดให้โดยปกติแล้วบริษัทจะต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลโดยเฉลี่ย 25%

สำหรับปันผลหลังหักภาษี​ ณ ที่จ่าย ที่นักลงทุนได้รับทุกๆ 10,000 บาท เราจะได้เครดิตปันผลประมาณ 3,000 บาท

ซึ่งหากเราขอคืนเครดิตส่วนนี้กลับมาได้ เงินปันผลของเราจะไม่ใช่ 10,000 บาท แต่เป็นประมาณ 13,000 บาท (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีและลดหย่อนส่วนอื่นด้วย)

ลองคิดว่าหากเรามีเงินทุน 1 ล้านบาท หนึ่งปีผ่านไปราคาหุ้นไม่เพิ่มขึ้น แต่เราได้รับเงินปันผล 50,000 บาท แปลว่าผลตอบแทนเราในปีนั้นจะอยู่ที่ 5%

แต่แทนที่ผลตอบแทนที่แท้จริงในปีนี้เราจะเป็น 5% เราจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ก่อนเสมอ

ดังนั้นเงินสดที่เหลือถึงมือเราคือ 45,000 บาท คิดเป็นผลตอบแทนเพียง 4.5% เท่านั้น

หากเรานำเครดิตปันผลมารวมในอัตราเดิมตามตัวอย่างข้างต้น ปันผลจำนวน 45,000 บาท เราจะได้เครดิตปันผลจำนวน 13,000 บาท

ทำให้ท้ายที่สุดเงินสดที่เราจะได้รับคือประมาณ 58,000 บาท แปลว่าผลตอบแทนการลงทุนในปีนี้เราเพิ่มขึ้นมาจาก 4.5% เป็น 5.8% ซึ่งไม่น้อยเลย

ส่วนต่างเพียงราวๆ 1% อาจจะดูไม่เยอะมากสำหรับเพียงแค่ปีเดียว

แต่หากเราย้อนกลับไปยังหลักการอัตราดอกเบี้ยทบต้น จะพบว่าเพียง 1% นี้ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาลเมื่อให้เวลามากพอ

สุดท้ายคือ จำนวนภาษีที่เราจะได้คืนจากเครดิตปันผลขึ้นอยู่กับรายได้ต่อปี อัตราภาษี และค่าลดหย่อน ซึ่งจากตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงไอเดียและประมาณการคร่าวๆเท่านั้น


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary