TPIPP อนาคตกับขยะ RDF

TPIPP อนาคตกับขยะ RDF

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)

TPIPP เป็นบริษัทลูกของบริษัท TPI Polene ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นหลัก

ปัจจุบันบริษัทมีโรงไฟฟ้าอยู่ 3 ประเภท

  1. โรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง
  2. โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ RDF
  3. โรงไฟฟ้าถ่านหิน

สำหรับโรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง บริษัทจะใช้ความร้อนที่ออกมาจากกระบวนการผลิตปูนของบริษัท TPI Polene เพื่อนำมาสร้างไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า

ส่วนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ RDF ของบริษัทหลักคือการนำขยะ RDF มาเผาไหม้เป็นเชื้อเพลิง และใช้ความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนของบริษัท TPIPL มาเป็นเชื้อเพลิงเสริม

RDF คืออะไร?

โดยปกติ ขยะมูลฝอยทั่วไปเอามาเผาไหม้เป็นพลังงานได้ไม่ดีนัก ค่าความร้อนและความชื้นที่ได้จะไม่แน่นอน เนื่องจากขยะมูลฝอยจะเปลี่ยนแปลงไปตามชุมชนและฤดูกาล

วิธีแก้ปัญหาคือนำขยะมูลฝอยมาผ่านกระบวนการต่างๆเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติให้เหมาะแก้การทำเป็นขยะเชื้อเพลิงมากขึ้น

RDF (Refuse Derived Fuel) คือ เชื้อเพลิงขยะจากการนำขยะมูลฝอยที่ผ่านการคัดแยกแล้ว มาผ่านกระบวนการแปรรูปและจัดการต่างๆ และปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมี

เราสามารถใช้ RDF ร่วมกับถ่านหินเพื่อลดถ่านหินลง หรือนำพลังงานความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนมาใช้ร่วมก็ได้

ข้อดีของเชื้อเพลิงประเภทนี้คือมีค่าความร้อนสูงและมีความชื้นต่ำกว่าชีวมวล แต่ข้อเสียก็มีเช่นกัน เช่น

  • จำเป็นต้องคัดแยกขยะมูลฝอยก่อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการคัดแยกขยะ
  • ต้องจัดหาขยะเข้าระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โรงไฟฟ้าดำเนินการได้ ราคาขยะอาจเพิ่มขึ้นหากมี demand มากขึ้น

ดังนั้นก็หมายความว่าการใช้ RDF เป็นเชื้อเพลิงก็จำเป็นที่จำต้องแน่ใจว่าปริมาณขยะที่จะนำเข้าสู่ระบบจะไม่เกิดการขาดแคลน

ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการรับขยะเข้าสู่ระบบประมาณ 6,000 ตันต่อวัน และสามารถนำมาผลิตเป็น RDF ได้ 3,000 ตันต่อวัน (ผลผลิต 50% จากปริมาณนำเข้าทั้งหมด)

บริษัทจัดหาขยะจากหลากหลายแห่ง ตั้งแต่ขยะจากหลุมฝังกลบที่ผ่านการคัดแยกแล้ว ขยะจากหลุมฝังกลบที่ยังไม่ผ่านการคัดแยก และขยะจากชุมชน

โดยปกติแล้วปริมาณขยะจะไม่ค่อยขาดแคลนนักเพราะ supply เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและมีความแน่นอนสูง นอกจากนี้แนวโน้มของขยะยังมีการเติบโตขึ้นทุกๆปีอีกด้วย

สรุปคือเราอาจจะยังไม่ต้องห่วง supply ขยะมากนัก เพราะประเทศไทยมีปริมาณขยะแต่ละปีมากถึง 27 ล้านตัน ในขณะยังมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียง 8 ล้านตัน และตัว TPIPP เองก็มีความสามารถในการรับขยะอยู่ที่ปีละ 2.2 ล้านตัน เท่านั้น

โรงไฟฟ้าของ TPIPP ที่ดำเนินอยู่ปัจจุบันมี 4 โรง 150 MW ทั้งหมดตั้งอยู่โรงงานปูน TPIPL (จังหวัดสระบุรี)

  1. โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 40 MW
  2. โรงไฟฟ้า RDF 20 MW
  3. โรงไฟฟ้า RDF 60 MW
  4. โรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง 30 MW

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าในอนาคต

  1. โรงไฟฟ้า RDF 70 MW นำมารวมกับโรงไฟฟ้าความร้อนทิ้ง 30 MW ปัจจุบันกำลังทดสอบระบบ คาด COD 1Q2561 - 2Q2561
  2. โรงไฟฟ้าถ่านหิน + RDF 70 MW คาด COD 1Q2561
  3. โรงไฟฟ้าถ่านหิน 150 MW คาด COD 1Q2561

หมายความว่าบริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 150 MW เป็น 440 MW ในอนาคตอันใกล้ นับว่าเป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดด

ลูกค้าหลักของ TPIPP ก็คือ บริษัท TPIPL และ กฟผ. ถือเป็นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน

ถึงแม้ว่าบริษัทจะยังมีโอกาสพอสมควร แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน

  • ความเสี่ยงในเรื่องของนโยบายภาครัฐ เช่นที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้น
  • ความเสี่ยงจากการแข่งขัน จะส่งผลไปถึงเรื่องของราคาขายขยะ RDF

บริษัทเพิ่งเข้า IPO มาได้เพียงปีเดียว ดังนั้นจะมีงบย้อนหลังแค่ปีก่อนเท่านั้น ซึ่ง ปี 2560 บริษัทมีรายได้ 5,188 ลบ. กำไรสุทธิ 2,591 ลบ.

หากดูในส่วนของฐานะการเงิน เราจะพบว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างมาก

บริษัทมีทรัพย์สินรวมทั้งหมด 27,566 ลบ. โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้สินเพียง 3,352 ลบ. เท่านั้น ทำให้ D/E อยู่เพียง 0.13 เท่า การมีหนี้สินน้อยมากทำให้บริษัทสามารถขยายโครงการในอนาคตได้อีกมากมาย

หากเราคิดง่ายๆว่าทรัพย์สินราว 27,000 ลบ. แบ่งออกเป็นโรงไฟฟ้าได้ 6 แห่ง ดังนั้นหากบริษัทสามารถกู้เพิ่มได้อีก 23,000 ลบ. ที่ D/E 1 เท่า จะทำให้บริษัทได้โรงไฟฟ้าเพิ่มอีกถึง 5 โรง

สรุปแล้วโรงไฟฟ้าขยะ RDF ถือเป็นเทคโนโลยีที่ดีมาก นานาประเทศต่างก็สนับสนุนโรงไฟฟ้าประเภทนี้พอสมควร

เมื่อโลกเข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น แนวโน้มขยะก็จะเพิ่มขึ้นตาม ซึ่ง RDF จะช่วยลดปริมาณขยะให้ลดลงโดยการนำขยะมาทำเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ จากเดิมที่นำไปฝังกลบ

TPIPP เป็นผู้เล่นใหญ่ที่สุดของโรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทย มีเทคโนโลยีที่นำหน้าและมีเครดิตที่ดีกว่าเจ้าอื่นๆในประเทศ

ปี 2560 บริษัทมีกำลังผลิตรวมอยู่ที่ 150 MW ในขณะสิ้นปี 2561 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 440 MW ทำให้เป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดมาก

บทวิเคราะห์จากโบรกหลายๆสำนักให้กำไรสุทธิของปี 2561 อยู่ที่ ประมาณ 6000 ลบ. จากปี 2560 ที่ 2,500 ลบ.

การคาดการณ์ของโบรกในธุรกิจประเภทโรงไฟฟ้าน่าจะมีโอกาสผิดพลาดไม่สูงนัก เพราะข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่างๆนั้นเป็นข้อมูลที่เปิดเผยทั่วไป

ความเสี่ยงจากการคาดการณ์ของโบรกคือการผิดคาดจากความล่าช้าของโครงการ ซึ่งจะทำให้เป้าราคาในปีนี้เปลี่ยนไป แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้วการล่าช้าของโครงการอาจจะเป็นโอกาสได้เหมือนกัน

สุดท้ายคือปีก่อน TPIPP ปันผลสูงมากที่ 90% ของกำไรสุทธิ หากในบริษัทคงนโยบายปันผลเช่นนี้ต่อไปก็ถือว่าน่าสนใจพอสมควร


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary