เส้นทางจาก 9,000 ล้าน สู่ 5,000 ล้าน

เส้นทางจาก 9,000 ล้าน สู่ 5,000 ล้าน

ในปีที่ผ่านมาเราอาจจะได้รู้จักกับนักลงทุน VI ท่านหนึ่งที่มีความนิยมและโด่งดังอย่างมากเนื่องจากความมหัสจรรย์ของผลตอบแทนที่สามารถไต่จากระดับ 1,000 ล้าน ถึง 9,000 ล้าน ได้อย่างรวดเร็ว

นักลงทุน VI ท่านนั้นก็คือ คุณประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์ นั่นเอง

เราลองมาดูมูลค่าสินทรัพย์ประเภทหุ้นรวมของคุณประชากันก่อนว่ามีประวัติความเป็นมาและความมหัสจรรย์เพียงใด

ปี 2555 - มูลค่าสินทรัพย์ 1,679 ล้านบาท หุ้นในพอร์ตมี INTUCH, MAJOR, VGI

ปี 2556 - มูลค่าสินทรัพย์ 2,083 ล้านบาท หุ้นในพอร์ตมี INTUCH, VGI, BEAUTY

ปี 2557 - มูลค่าสินทรัพย์ 1,592 ล้านบาท หุ้นในพอร์ตมี BEAUTY, BLA, AUCT, THREL, VGI

ปี 2558 - มูลค่าสินทรัพย์ 3,089 ล้านบาท หุ้นในพอร์ตมี RS, BEAUTY, VGI, WORK, MCS, THREL, PTG, FSMART, AUCT

ปี 2559 - มูลค่าสินทรัพย์ 6,942 ล้านบาท หุ้นในพอร์ดมี FSMART, TKN, COM7, PTG, AUCT, CBG, VGI

ปี 2560 - มูลค่าสินทรัพย์ อยู่ที่ 9,079 ล้านบาท หุ้นในพอร์ตมี VGI, BEAUTY, CBG, FSMART, PTG, COM7, TKN

(ข้อมูลฉบับเต็มอ่านได้ที่ลงทุนแมน http://longtunman.com/2813)

พอจะเห็นผลงานของคุณประชากันไปแล้วว่า ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแทบจะไม่มีใครสามารถเทียบได้ติด

แต่สำหรับปี 2561 ที่ได้ดำเนินมาแล้วกว่าครึ่งปี สถานการณ์กลับกลายเป็นราวหน้ามือกับหลังมือ

จากปี 2560 ที่พอร์ตมีมูลค่าขึ้นไปสูงกว่า 9,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงราวๆ 5,000 ล้านบาท

เราอาจจะนึกไม่ออกว่ามูลค่าที่หายไป 4,000 ล้านบาทความรู้สึกเป็นอย่างไร ผมเองก็นึกไม่ออกเช่นกัน เพราะผมก็ไม่เคยมีทรัพย์สินมูลค่าระดับนั้น

แต่หากลองนึกภาพว่าทรัพย์สินหรือหุ้นที่เราลงทุนไปราคาได้ร่วงลงมากกว่า 50% เราเองก็คงจะหน้าเขียวกันไม่น้อย ผมเองก็เช่นเดียวกัน

ลองมาเจาะลึกกันดูว่าหุ้นอะไรที่คุณประชามีอยู่ในพอร์ต ณ ปัจจุบัน และเพราะอะไรที่ทำให้พอร์ตมีมูลค่าลดลงได้ขนาดนี้

.

CBG หรือ คาราบาวกรุ๊ป ราคาหุ้นเคยขึ้นไปสูงกว่า 100 บาท ปัจจุบันเหลือเพียง 50 ต้นๆ

สาเหตุหลักก็คงจะมาจากการลงทุนด้านการตลาดที่หนักจากกัดกินกำไรสุทธิไปค่อนข้างเยอะ ซึ่งเพื่อให้แบรนด์นั้นติดตลาด แนวโน้มนี้ก็ดูเหมือนจะยังดำเนินต่อไปอีกสักพัก

ล่าสุดอัตรากำไรสุทธิ (NPM) ที่เคยขึ้นไปสูงกว่า 15% เมื่อสามปีก่อนที่จะลุยตลาดใหม่ ซึ่งในปีถัดมาก็ได้ลดลงมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันเหลือเพียง 5% เท่านั้น

แม้ว่าโดยรวมแล้วยอดขายจะยังเติบโตดี แต่กำไรนั้นแทบไม่เหลือ ผลก็คือนักลงทุนอาจจะท้อและยอมขายทิ้งไปก่อน

.

TKN หุ้นสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเคยราคาขึ้นไปกว่า 28 บาท และเคยตกลงมาจากยอดดอยเหลือเพียง 15 บาท เท่านั้น

เมื่อสองปีก่อนถือเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนยอดเยี่ยมมาก เนื่องจากกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจากหลัก 400 ล้านบาท ขึ้นเป็นเกือบ 800 ล้านบาท

ซึ่งตลาดก็คงจะคาดหวังการเติบโตเช่นนี้ต่อเนื่องจึงทำให้ราคาหุ้นโดดขึ้นไปได้จนถึง 28 บาท ที่ PE 55 เท่า

แต่เมื่อต่อมาเรื่องราวเริ่มกระจ่างขึ้น เพราะบริษัทไม่สามารถรักษากำไรสุทธิไว้ได้สาเหตุเพราะต้นทุนสาหร่ายมีปัญหา จึงทำให้แนวโน้มกำไรสุทธิลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

.

DDD หุ้นเครื่องสำอางค์ Snail white สตอรี่ดี ราคาเคยขึ้นไป 120 บาท ปัจจุบันเหลือ 65 บาทกว่าเท่านั้น

เป็นหุ้นที่ IPO มาได้ไม่นานที่ราคา 58 บาท แต่เมื่อเปิดซื้อขายวันแรกก็ขึ้นไปถึงระดับ 90 บาท พร้อมกับความคาดหวังของนักลงทุน

ความแตกตื่นของตลาดอาจจะเกิดจากไตรมาสล่าสุดมีผลประกอบการที่ไม่น่าพอใจ โดยเฉพาะยอดขายต่างประเทศที่ไม่โตขึ้น

แม้ว่าบริษัทจะออกมาอธิบายว่าเป็นเพราะการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ก็ไม่สามารถทำให้นักลงทุนคลายกังวลได้

ดังนั้นเมื่อตลาดให้ความคาดหวังไว้สูง นักลงทุนก็จะต้องระวังเป็นพิเศษว่าเป็นการชะลอชั่วคราวหรือเปล่า การขายทิ้งไปก่อนอาจจะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

.

BEAUTY หรือ Beauty Buffet เป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงนี้ ราคาเคยขึ้นไป 23 บาท ปัจจุบันเหลือเพียง 15 บาท

บริษัทนี้มีระดับ ROE สูงมาก หนี้สินแทบไม่มีให้เห็น และที่สำคัญสินทรัพย์กว่าครึ่งยังอยู่ในรูปของเงินสด ทำให้ความเสี่ยงในตัวบริษัทอยู่ในระดับที่ต่ำ

แต่เนื่องจากการขายหุ้นตลอดทางของผู้ก่อตั้ง รวมถึงข่าวในระยะนี้ว่ามีปัญหาเรื่องการขายสินค้า ตลาดจึงอาจจะกังวลและทิ้งหุ้นทำกำไรออกมาก่อน

เห็นได้ชัดว่าเป็นหุ้นที่แบกความหวังไว้สูงพอสมควร หากมีอะไรผิดพลาดเพียงนิดเดียว ตลาดก็พร้อมที่จะเทกระจาดออกมาอย่างที่เห็น

.

FSMART ดูแล้วอาการน่าห่วงที่สุด แม้ว่าจะเดินหน้าซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาก็ยังไหลลงอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งผู้บริหารอย่างคุณสมชาย สูงสว่าง ก็ลาออกเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้สภาวะของบริษัทกดดันนักลงทุนไม่น้อย

จริงๆคุณประชาได้ขาย FSMART ออกไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้วก่อนที่ราคาหุ้นจะทรุดลงมา การถือหุ้นในปัจจุบันก็มีเหลือเพียงไม่มาก

.

ส่วนหุ้นอื่นๆก็จะประกอบด้วย COM7, BCH และ SPA ดูเหมือนจะยังไม่มีอะไรมากระทบราคาหุ้นได้มากนัก

แต่หากดูภาพรวมทั้งหมดแล้วจะพบว่าหุ้นหลายๆตัวราคาขึ้นไปเพราะความคาดหวัง และลงมาเพราะความกังวล

โดยเฉพาะหุ้นอย่าง CBG, BEAUTY, DDD และ TKN ที่คุณประชาได้ถือไว้ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ทั้งหมดพร้อมใจกันถล่มลงมาโดยมิได้นัดหมาย

.

สรุปก็คือ บางครั้งการที่เราเห็นคนอื่นได้ดีในการลงทุนหรือตลาดหุ้นนั่นอาจจะเป็นเพียงแค่มุมหนึ่งเท่านั้น

เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเบื้องหลังเขาได้ผ่านอะไรมาบ้าง ภายนอกอาจหอมหวานและชวนน่าหลงไหล แต่เบื้องหลังอาจถูกขวานสับจนเละเราก็ไม่มีทางรู้

คุณประชา เป็นตัวอย่างนักลงทุนที่เราสามารถเห็นได้ชัดว่านักลงทุนระดับชั้นนำของเมืองไทย ก็ยังต้องประสบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้เหมือนกัน

ทั้งนี้ไม่ได้จะชี้นำว่าคุณประชาลงทุนได้ถูกหรือผิด การที่มูลค่าสินทรัพย์ลดลงอย่างมหาศาลนี้สาเหตุก็มาจากความคาดหวังของตลาดหุ้นเป็นหลัก แต่ธุรกิจจริงๆแล้วยังดำเนินไปได้ด้วยดี

ดังนั้นใครก็ตามที่กำลังท้อก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ง่ายๆ เพราะระหว่างทางย่อมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบให้เราเดินได้อย่างง่ายดาย แต่จะเต็มไปด้วยอุปสรรคให้เราคอยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary