ศึกหนักมองโกล ป้อมปราการของอาณาจักรซ่ง

ศึกหนักมองโกล ป้อมปราการของอาณาจักรซ่ง

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1235 เป็นต้นมา มองโกลได้เริ่มเปิดสงครามกับซ่งอย่างจริงจัง

ในช่วงทศวรรษแรกของสงคราม มองโกลเองก็ทำสงครามทางฝั่งยุโรปเช่นกัน ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1241 มองโกลสามารถขยายไปได้ไกลถึงโปแลนด์และฮังการี

แต่การรบในฝั่งยุโรปก็ต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน เนื่องจากโอโกไตข่านได้เสด็จสวรรคตลง ทำให้ต้องยกทัพกลับมองโกลเพื่อเลือกตั้งข่านคนต่อไป

อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าอาณาจักรซ่งเป็นอาณาจักรที่อ่อนแอทางด้านการทหารมาก เนื่องจากการทหารได้ถูกลดอำนาจลงเพื่อลดโอกาสการถูกยึดอำนาจ

ดังนั้นการทหารสมัยซ่งจึงไม่มีแม่ทัพที่สามารถตัดสินใจได้ทันที จะต้องรอคำสั่งจากเมืองหลวงเท่านั้น แต่ก็แลกมากับการเมืองที่มั่นคงมากจากภายในเพราะการทหารของหัวเมืองรอบนอกแทบไม่มีอำนาจใดๆ

ถึงแม้การทหารของซ่งจะอ่อนแอ แต่กำลังทหารก็ยังมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะสามารถต่อต้านมองโกลอยู่ได้นับทศวรรษ จนกระทั้งในปี ค.ศ. 1248 มองโกลได้มีปัญหาภายในจึงได้ยุติสงครามลงชั่วคราว

จุดเริ่มต้นสงครามระหว่างมองโกลและซ่งที่แท้จริงเริ่มช่วงปี ค.ศ. 1251 เป็นต้นมา เมื่อมองเกข่านได้ขึ้นเป็นผู้นำของอาณาจักรมองโกล

คราวนี้มองโกลได้เปลี่ยนยุทธวิธีมาโจมตีเข้าซ่งจากตอนใต้แทน โดยเริ่มต้นจากการเข้ายึดครองต้าหลี่ (อยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาวในปัจจุบัน) เพื่อใช้เป็นฐานในการเข้าบุกซ่งต่อไป

มองโกลเข้ายึดต้าหลี่สำเร็จในปี ค.ศ. 1254 ยังได้รุกเข้าไปยังดินแดนไดเวียด (เวียดนามในปัจจุบัน) อีกด้วย นับว่าเป็นการล้อมอาณาจักรซ่งอย่างสมบูรณ์ทั้งทิศเหนือ ตะวันตก และทิศใต้

หลังจากเตรียมทัพอยู่ระยะหนึ่ง ในช่วงปี ค.ศ. 1258 มองโกลทำการบุกซ่งครั้งใหญ่โดยเริ่มจากเสฉวนทางทิศตะวันตก

การรุกครั้งนี้ มองโกลได้ไล่ยึดครองดินแดนทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี จนเข้ามาใกล้หางโจว เมืองหลวงของซ่งที่อยู่ฝั่งตะวันออก

แต่การเดินทัพครั้งนี้ยืดเยื้อ กองทัพของมองโกลไม่คุ้นชินกับดินแดนตอนใต้ที่ร้อน โรคระบาดได้เกิดขึ้น ทำให้ทัพมองโกลได้ล้มหายสูญเสียไปเหลือเพียงสองในสาม หลังจากนั้นมองเกข่านก็เสด็จสวรรคตอย่างกระทันหันในระหว่างนำทัพ

ในขณะเดียวกัน ทัพของเจ้าชายกุบิไลแห่งมองโกลที่กำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ ตัดสินใจรบต่อโดยไม่กลับไปยังมองโกลเพื่อคัดเลือกข่าน

แต่ทว่าปัญหาการเมืองภายในมองโกลก็เกิดขึ้น ทำให้ท้ายที่สุดเจ้าชายกุบิไลก็ต้องเดินทัพกลับ และกองทัพซ่งก็อาศัยช่วงนี้ยึดหัวเมืองทั้งหลายกลับคืนมา

นับว่าเป็นโชคของซ่งอีกรอบที่มองโกลมีปัญหาระหว่างการสงคราม ทำให้สามารถรอดพ้นจากการคุกคามได้ รวมถึงภูมิศาสตร์ที่ดีกว่า กองทัพมองโกลต้องอาศัยความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะยึดครองแต่ละหัวเมือง

เจ้าชายกุบิไล หรือที่เรารู้จักกันในนาม กุบไลข่าน ได้รับเลือกเป็นข่านในปี ค.ศ. 1260 แต่เพราะปัญหาการเมืองภายใน ทำให้กุบไลข่านจึงยังไม่สามารถกลับมาทำสงครามกับซ่งได้เร็ว

สงครามระหว่างมองโกลกับซ่งได้เริ่มขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1265 โดยกุบไลข่านเริ่มเข้าโจมตีที่เสฉวนทางทิศตะวันตก และไม่นานก็สามารถยึดหัวเมืองต่างๆได้

จากนั้นในปี ค.ศ. 1268 กุบไลข่านได้มาถึงด้านที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรซ่ง ว่ากันว่ามองโกลที่ยิ่งใหญ่ไม่สามารถครอบครองซ่งได้เพราะเมืองนี้เมืองเดียวเท่านั้น

เซียงหยางเป็นเมืองยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศจีนที่อยู่มานานหลายพันปี หากย้อนไปไกลสุดก็จะพบว่าเคยถูกพูดถึงในช่วงสามก๊กด้วย ซึ่งตอนนั้นเป็นการรบกันระหว่างเล่าเปียวและซุนเกี๋ยน

จริงๆแล้วเซียงหยางเป็นเมืองคู่กับเมืองฟางเฉิน ซึ่งเซียงหยางจะตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำฮั่นและมีภูเขาล้อมรอบอยู่สามทาง ส่วนฟางเฉินประกบอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ

นอกจากนี้เซียงหยางยังถูกล้อมรอบด้วยกำแพงเมืองที่แน่นหนา และมีการขุดคูเมืองให้ไกลออกไปอีกเพื่อป้องกันการโจมตีจากระยะไกล

หากจะเปรียบเทียบก็คล้ายกับกรุงศรีอยุธยาในด้านยุทธศาสตร์อย่างมาก เน้นแม่น้ำให้เป็นคูล้อมเมือง เพื่อให้เข้าโจมตีเมืองยากขึ้น ทำให้ศัตรูต้องใช้ทรัพยากรและเวลาอย่างมาก ถึงจะสามารถเข้ายึดครองได้

แต่ข้อเสียคือยุทธศาสตร์นี้เน้นการตั้งรับเป็นหลัก หากถูกปิดล้อมไว้นาน สักพักจะขาดเสบือง ทหารขาดแคลนอาหาร และขาดกำลังใจในท้ายที่สุด

สัจธรรมข้อนี้ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้คูเมืองจะใหญ่และยากที่จะเอาชนะ แต่หากขาดการปรับปรุงและพัฒนา ท้ายที่สุดก็จะต้องมีคนหาทางเอาชนะลงได้

การยึดครองแม่น้ำฮั่นเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้ายึดครองอาณาจักรซ่ง เนื่องจากลงไปตามแม่น้ำฮั่นก็จะเชื่อมกับแม่น้ำแยงซี และแม่น้ำแยงซีก็จะสามารถนำทัพเรือจากทางตอนเหนือเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงหางโจวทางทิศตะวันออกได้

ความแข็งแกร่งของเซียงหยางเหนือกว่ากองทัพของมองโกลอย่างมาก กุบไลข่านใช้เวลารุกรานอยู่หลายปีเพื่อยึดครองแต่ก็ไม่สำเร็จ

แต่ตั้งปี ค.ศ. 1268 มองโกลได้ปิดล้อมและพยายามตัดเสบียงของเซียงหยางจากทางแม่น้ำ แต่เซียงหยางเองก็ยังมีเสบียงตุนไว้มากมายหลายปี

จนกระทั้งปี ค.ศ. 1272 เซียงหยางเริ่มขาดเสบียงและเส้นทางเดินเสบียงก็ได้ถูกมองโกลตัดลง แต่ถึงกระนั้น มองโกลก็ยังไม่สามารถพิชิตเซียงหยางลงได้เด็ดขาด

แต่ในปีต่อมา คูล้อมเมืองที่แข็งแกร่งก็ต้องสิ้นสุดลง เมื่อมองโกลได้นำเครื่องโยนหินที่มีอนุภาคสูงกว่าเก่ามาจากเปอเซีย ซึ่งมีอานุภาพมากพอที่จะทำลายฟางเฉินและเซียงหยางได้

เมืองฟางเฉินที่ต้านมองโกลมาได้นานถึง 4 ปี กลับถูกตีแตกอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่วัน กองกำลังเซียงหยางขอความช่วยเหลือจากราชวังแต่ก็ไม่เป็นผล

ท้ายที่สุด แม่ทัพเซียงหยางก็ต้องจำใจต้องยอมแพ้แก่กองทัพมองโกล และถือเป็นการพลิกโฉมสงครามระหว่างมองโกลและซ่งอย่างสิ้นเชิง

นับเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าอย่างมากสำหรับเรา เทคโนโลยีใหม่สามารถทำลายสิ่งเก่าๆลงได้เสมอ และหากเราไม่ปรับตัว ท้ายที่สุดก็อาจจะต้องลงเอยแบบเซียงหยาง

และบทเรียนที่สำคัญอีกสิ่งคือ ไม่ว่าเราจะมีทรัพยากรมากเพียงใดดั่งอาณาจักรซ่ง แต่หากขาดความสามารถในการรักษา สักวันเราก็อาจจะต้องสูญเสียมันไป


Credit: http://guawesome.com/blog/2018/04/04/ศึกหนักมองโกล-ป้อมปรากา/

มองโกลในยุคของเจงกิสข่านถือว่ามีการขยายอาณาจักรไปได้อย่างกว้างขวาง มากที่สุดตั้งแต่ที่ประวัติ…