ความพ่ายแพ้ของมองโกลต่อคูเมืองธรรมชาติ

ความพ่ายแพ้ของมองโกลต่อคูเมืองธรรมชาติ

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1271 เป็นต้นมา กุบไลข่าน ได้สถาปนาราชวงค์หยวนขึ้นแทนที่ราชวงค์ซ่งที่ไร้ทางชนะ

และหลังจากที่แม่ทัพแห่งเซียงหยางได้ยอมจำนนในปี ค.ศ. 1273 ทัพเรือขนาดใหญ่ก็ได้ถูกปลดปล่อยออกจากแม่น้ำฮั่น เข้าสู่แม่น้ำแยงซี ซึ่งเป็นทางตรงไปสู่เมืองหลวงหางโจว

เป็นที่น่าสังเกตว่ามองโกลใช้เวลาถึง 6 ปีในการยึดเมืองเซียงหยาง แต่ในช่วงเวลานี้ซ่งกลับไม่สามารถรวบรวมกำลังพลเพื่อตอบโต้ได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

3 ปีหลังจากเซียงหยางถูกยึดครอง อาณาจักรซ่งเกือบทั้งหมดก็ตกอยู่ในมือของอาณาจักรหยวนเป็นที่เรียบร้อย ชี้ให้เห็นว่า เซียงหยางเพียงเมืองเดียวเป็นผู้กุมชะตาซ่งทั้งอาณาจักร

หากลองย้อนกลับมามองตัวเราเอง ในชีวิตเราอาจจะพบเจอประสบการณ์หรือผู้คนที่มากมาย แต่ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตเราจริง ๆ แล้วอาจจะมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ซึ่งเราจะต้องหาสิ่งนั้นให้เจอและรักษามันไว้ให้ดี

ปี ค.ศ. 1279 ถือเป็นการสิ้นสุดลงของอาณาจักรซ่งอย่างเป็นทางการ หลังจากที่มองโกลได้ยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของซ่ง และปิดฉากด้วยการสวรรคตของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงค์ซ่ง

ยุคสมัยของอาณาจักรหยวนนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แผ่นดินจีนทั้งหมดถูกชาวต่างชาติครอบครอง

จริงๆแล้วในช่วงที่มองโกลและซ่งทำการรบกัน ในช่วงปี ค.ศ. 1249 เป็นปีที่อาณาจักรสุโขทัยได้ถูกสถาปนาขึ้นโดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนผาเมือง

เป็นที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่อาณาจักรมองโกลที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เข้ามายึดครองดินแดนทางแถบเอเชียอาคเนย์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ในช่วงก่อนปี ค.ศ. 1300 มีอยู่เพียงไม่กี่อาณาจักรในเอเชียเท่านั้นที่มองโกลไม่ได้เข้าไปยึดครอง ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย และแถบเอเชียอาคเนย์

จะว่าไปแล้วดินแดนเหล่านี้ต่างมีสิ่งหนึ่งที่คล้าย ๆ กันที่อาณาจักรมองโกลไม่สามารถเข้ามายึดครองได้

คูเมืองที่แข็งแกร่งแท้จริงแล้วเป็นกุญแจสำคัญของอาณาจักรเหล่านี้ที่ป้องกันการรุนรานจากอาณาจักรมองโกล

เริ่มจากแถบเอเชียอาคเนย์ หากจะต้องเดินทางลงมาจากทางเหนือจะต้องผ่านทั้งภูเขาที่กั้นระหว่างดินแดน รวมถึงป่าร้อนชื้นที่ชาวทางเหนือไม่คุ้นเคย ยิ่งไปกว่านั้นอากาศแถบนี้ก็ร้อนกว่าทางตอนเหนืออย่างมาก

นับว่าคูเมืองทางธรรมชาติของแถบเอเชียอาคเนย์นี่เองที่แข็งแกร่งมากพอที่จะหยุดกองทัพที่ยิ่งใหญ่ของมองโกลได้

ถึงแม้จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทั้งพม่าและเวียดนามยอมแพ้ให้แก่มองโกล แต่มองโกลก็มิได้ทุ่มเทกำลังอย่างจริงจังเพื่อที่จะยึดครองดินแดนแถบนี้ให้เด็ดขาด

ในภายหลังมองโกลก็ไม่ได้กลับมาสนใจดินแดนแถบนี้อีกเลย แต่อย่างไรก็ตามการค้าระหว่างกันยังสามารถดำเนินต่อไปได้

อาณาจักรอินเดียก็เป็นอีกดินแดนที่มองโกลในสมัยนั้นยังไม่สามารถยึดครองได้ การที่ทางตอนเหนือของอินเดียเป็นทิเบตและมีเทือกเขาสูง ทำให้กองทัพมองโกลจะต้องอ้อมไปโจมตีจากฝั่งปากีสถานเพื่อเข้าถึงเมืองหลวงเดลี

และประเทศสุดท้ายที่อยากจะยกตัวอย่างคือ “ญี่ปุ่น”

ญี่ปุ่นไม่ได้มีเทือกเขาล้อมรอบเหมือนกับสองตัวอย่างที่ได้กล่าวไป อีกทั้งประเทศญี่ปุ่นยังอยู่ไม่ใกล้อาณาจักรของหยวนในสมัยนั้น

แต่การที่ญี่ปุ่นสามารถรอดพ้นจากมองโกลมาได้ก็เพราะมีคูล้อมเมืองอีกรูปแบบที่แข็งแกร่งปกป้องอาณาจักรไว้อยู่ นั่นก็คือทะเล

ในช่วงปี ค.ศ. 1259 อาณาจักรโครยอ (ปัจจุบันคือเกาหลี) ได้ยอมจำนนต่ออาณาจักรมองโกลเรียบร้อยแล้วทำให้ช่วงนี้โครยอกลายเป็นเมืองขึ้นของมองโกล

ต่อมาปี ค.ศ. 1266 กุบไลข่านได้พยายามส่งทูตไปติดต่อญี่ปุ่น เพื่อให้ญี่ปุ่นยอมและส่งเครื่องบรรณาการให้แก่อาณาจักรมองโกล

กุบไลข่าน พยายามส่งทูตไปติดต่ออยู่หลายครั้ง แต่เมื่อญี่ปุ่นไม่ได้ตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้กุบไลข่านจึงจำเป็นที่จะต้องเข้ายึดครองญี่ปุ่นให้ได้

ปี ค.ศ. 1268 เป็นต้นมา กุบไลข่านเตรียมตัวทำสงครามกับญี่ปุ่น เริ่มจากการเข้ายึดครองเกาหลีอย่างเต็มตัวใน ปี 1270 เพื่อใช้เป็นฐานในการรบ

สงครามระหว่างญี่ปุ่นและมองโกลเกิดขึ้นสองครั้งในปี ค.ศ. 1274 และ 1281

การรบกันครั้งแรกในปี ค.ศ. 1274 ทัพมองโกลมีกำลังพลรวมกว่า 40,000 นาย และนอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีการรบที่เหนือกว่าญี่ปุ่นอย่างมาก

ทำให้ในช่วงแรก ทัพมองโกลสามารถเอาชนะทัพของญี่ปุ่นลงได้ แต่เมื่อตกกลางคืนมาก็ต้องเจอกับพายุเข้ากระหน่ำทัพเรืออย่างหนัก จนทำให้ในที่สุดทัพเรือมองโกลต้องแตกลง ถือเป็นความพ่ายแพ้ของมองโกลในการรบครั้งแรก

การรบครั้งที่สองเกิดขึ้นปี ค.ศ. 1281 ซึ่งหลังจากที่พ่ายแพ้ไปครั้งแรก กุบไลข่านไม่ยอมแพ้ และยังได้สร้างกองกำลังขึ้นมาใหม่ที่มีกำลังพลมากขึ้นกว่าครั้งก่อนถึง 3 เท่า

ส่วนทางด้านญี่ปุ่นเองก็มีการเตรียมพร้อมเช่นกัน ญี่ปุ่นรู้ตัวดีว่าจะต้องมีการรบเกิดขึ้นอีกในภายหลัง จึงได้สร้างกำแพงสูงตามชายฝั่ง

ชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ญี่ปุ่นจะมีคูเมืองที่ยิ่งใหญ่อย่างทะเล แต่ก็ไม่ประมาท และปรับปรุงพัฒนาอยู่เสมอ

กองทัพเรือของมองโกลใช้เวลาสู้รบกับญี่ปุ่นอยู่นานพอสมควร รวมถึงการที่มีกำแพงสูงทำให้ญี่ปุ่นสามารถรั้งทัพเรือไว้ได้นานพอสมควร

แต่ทว่าสงครามได้ยืดเยื้อเกินไป ท้ายที่สุดพายุ “เคมิเคเซ่” ได้ซัดเข้ากับทัพเรือของมองโกล ทำให้เรือของทัพมองโกลถูกทำลายจนเกือบหมดสิ้น

การพ่ายแพ้ครั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือดูเหมือนเทคโนโลยีทางเรือและความเชี่ยวชาญการรบบนทะเลของอาณาจักรมองโกลในขณะนั้น ยังไม่สูงพอที่จะเอาชนะสภาพแวดล้อมได้

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งการรู้จักตนเอง ไม่ทำอะไรเกินตัว ก็อาจจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะบางครั้งความสูญเสียจากความผิดพลาดมันใหญ่หลวงเกินกว่าที่เราจะรับมือได้

แต่ถึงแม้คูเมืองของญี่ปุ่นจะแข็งแกร่งเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีที่พัฒนามากพอก็สามารถล้มคูเมืองนี้ลงได้ โดยเฉพาะเมื่อหลังจากพี่น้องพี่น้องตระกูลไรท์ ได้เริ่มบุกเบิกการใช้เครื่องบิน…


Credit: http://guawesome.com/blog/2018/04/04/ความพ่ายแพ้ของมองโกลต่/