บทเรียนยุคมองโกล สู่โลกปัจจุบัน

บทเรียนยุคมองโกล สู่โลกปัจจุบัน

ประวัติศาสตร์โดยแท้จริงแล้วเป็นวิชาที่มีความลึกซึ้ง บทเรียนต่างๆสามารถนำมาประยุกต์กับปัจจุบันได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด

แตกต่างจากวิชาประวัติศาสตร์ที่เราเรียนกันในโรงเรียน ขาดการพลิกแพลงให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้บางครั้งวิชานี้ก็ดูน่าเบื่ออย่างมาก

แต่หากลองศึกษาประวัติศาสตร์ดีๆแล้วเราจะพบว่าวิชานี้มีอะไรซ่อนอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของปรัชญา ธรรมชาติ วัฏจักร ข้อคิดต่างๆ ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเข้าใจของแต่ละคน

สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือ เราสามารถนำประวัติศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเราแทบทุกเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังค้นหาอะไร

.

สำหรับประวัติศาสตร์ยุคมองโกลนี้ มีความน่าสนใจอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะที่ว่าทำไมชาวมองโกลที่กระจัดกระจายจึงสามารถลุกขึ้นมาขยายอิทธิพลไปได้ไกลถึงยุโรป

แต่ทุกอาณาจักรก็ล้วนมีวัฏจักร หากมีขึ้นสูงก็ย่อมมีลงต่ำ ไม่ต่างจากอาณาจักรทางธุรกิจในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของทุกอาณาจักรล้วนเกิดจากความเชื่อมั่นและความมานะอดทนของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันเราอาจจะเปรียบได้กับกลุ่ม Founder ของบริษัท

Founder จะต้องมีความทะเยอทะยานและความอดทนมากพอ การที่จะสามารถสร้างอาณาจักรให้ขึ้นมายิ่งใหญ่ได้ก็มีความเป็นไปได้สูง

ต่อมาเมื่ออาณาจักรเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้น แน่นอนว่าอิทธิพลที่กำลังขยายจะต้องมีผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะในทางแง่ดีหรือแง่ร้าย จะต้องมีฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น

หากเราเทียบกับปัจจุบัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ชัดว่าการก้าวขึ้นมาของเทคโนโลยีอย่าง Internet และ Social network มีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งดีและไม่ดี

ตัวอย่างของข้อดีก็คือการติดต่อสื่อสารของเรารวดเร็วกว่าในยุคก่อนมาก การเกิดขึ้นของช่องทางสื่อใหม่ๆ จนกระทั่งทำให้บุคคลทั่วไปอย่างเราสามารถเป็นเจ้าของสื่อเองได้โดยไม่ต้องลงทุนมากนัก

ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ดีก็อาจจะเป็นผู้ที่ทำธุรกิจประเภทสื่อดั่งเดิมเช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้กระทั่งช่องโทรทัศน์

แต่ครั้งหนึ่ง จริงๆแล้วอาณาจักรเก่าที่กำลังจะล่มสลายเหล่านี้ล้วนเคยเป็นอาณาจักรดาวรุ่งด้วยกันทั้งสิ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็ย่อมเข้าสู่วัฏจักรคลื่นลูกใหม่พัดคลื่นลูกเก่าอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

สาเหตุหลักที่คลื่นลูกเก่ามักสู้คลื่นลูกใหม่ไม่ได้เช่นนี้ ก็เป็นเพราะผู้คนที่คอยขับเคลื่อนองค์กรเป็นส่วนสำคัญ

อาณาจักรมองโกลนั้นเริ่มจากความทะเยอทะยานอย่างมากของเจงกิสข่าน จนในที่สุดอาณาจักรก็ขยายขอบเขตไปอย่างกว้างขวาง เพราะเจงกิสข่านนั้นทะเยอทะยานไม่มีที่สิ้นสุด ในช่วงนี้ก็เหมือนเด็กวัยรุ่นมีไฟแรงมีความทะเยอทะยาน

ต่อมารุ่นหลังก็ได้มีความเป็นอยู่สุขสบายมากขึ้นจากมรดกที่เจงกิสข่านทิ้งไว้ให้ ความทะเยอทะยานจึงมีน้อยลง ทำให้อาณาจักรเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวและไม่มีการขยายเพิ่ม ซึ่งช่วงนี้ก็คล้ายกันผู้ใหญ่ที่เริ่มพอใจในความเป็นอยู่ขาดความทะเยอทะยาน

ธรรมชาตินั้นล้วนมีแข่งขันกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้นเมื่ออาณาจักรเดิมไร้ความทะเยอทะยาน ย่อมมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีความทะเยอทะยานมากกว่าเข้ามาร่วมแข่งขันด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว อาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ก็ย่อมเสื่อมถอยลงเป็นธรรมดาหากขาดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งคนที่คอยขับเคลื่อนองค์กรนี่เอง ที่เป็นปัจจัยหลักของการแข่งขัน

.

ประเทศมองโกล พื้นเพแล้วเป็นประเทศที่มีภูมิประเทศเป็นทุ่งหญ้าและเทือกเขากว้างใหญ่ ต่างจากแผ่นดินจีนที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น สภาพภูมิอากาศ แม่น้ำลำธาร หรือทรัพยากรทางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่พันปี ประเทศจีนก็มีความได้เปรียบทางต้นทุนมากกว่าประเทศมองโกล ความแตกต่างกันในด้านภูมิประเทศนี้ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่ของผู้คน

ผู้ที่มีต้นทุนหรือทรัพยากรที่น้อยกว่า มีแนวโน้มที่จะเลือกงานน้อย มีความขยันอดทนมากกว่าผู้ที่เกิดมามีพร้อมกับความสะดวกสบาย

เราอาจจะสามารถเปรียบเทียบได้กับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละองค์กรบริษัทในปัจจุบัน องค์กรเล็กที่มีความขยันและความทะเยอทะยานย่อมได้เปรียบองค์กรใหญ่ที่มีความเชื่องช้าในแง่ของการปรับตัว

ไม่นานนัก องค์กรที่ทะเยอทะยานก็มีโอกาสเข้ามา Disrupt องค์กรใหญ่ที่เชื่องช้า สังเกตุจากปัจจุบันที่เทคโนโลยีใหม่เด่นชัดที่สุดอย่าง Blockchain ที่สามารถเข้ามาทำลายบางส่วนของธุรกิจเก่าแก่อย่างธนาคารได้

การมีคูเมืองทางธุรกิจจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาอำนาจทางธุรกิจ

หากย้อนกลับไปช่วงมองโกลยึดครองแผ่นดินจีน จะพบว่าเมืองเซียงหยางเป็นคูเมืองที่สำคัญมาก หากเซียงหยางไม่แตก มองโกลก็แทบจะไม่มีโอกาสเอาชนะจีนได้เลย

เซียงหยางเป็นเมืองที่คอยคุมแม่น้ำฮั่น แม่น้ำฮั่นนี้เป็นแม่น้ำสำคัญที่จะเชื่อมทัพเรือของมองโกลเข้าสู่แม่น้ำแยงซี ซึ่งแยงซีนี้เองจะสามารถนำทัพของมองโกลเข้าสู่เมืองหลวงของจีนได้

หากไม่เดินทัพด้วยเรือ ชาวมองโกลจะต้องเดินทัพด้วยเท้า อ้อมไปยังฝั่งตะวันตก จากนั้นจึงเดินทัพเข้าสู่เมืองหลวงจากทางตอนใต้

แต่การเดินทัพด้วยเท้าย่อมใช้ทรัพยากรและพลังงานมากกว่าการเดินเรือ ยิ่งใช้เวลานาน กองทัพยิ่งเหนื่อยล้าและขาดกำลังใจ นอกจากนี้กองทัพยังจะต้องเกิดการสูญเสียกำลังพลระหว่างทางอีกด้วย

ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นก็ถูกล้อมรอบด้วยทะเลอันกว้างใหญ่ ทัพมองโกลที่มีจุดแข็งในการรบบนหลังม้า ย่อมเสียเปรียบหากต้องรบกันทางทะเล

ถึงมองโกลจะได้รับความช่วยเหลือจากจีนและเกาหลีหลังจากที่ได้เข้าปกครองแล้ว ก็ยังไม่สามารถเอาชนะญี่ปุ่นลงได้ แม้ว่าในช่วงนั้น ญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีที่ล้าหลังอยู่มากก็ตาม

จะเห็นได้ว่าคูเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาอาณาจักรเอาไว้ หลักการนี้เป็นความจริงและยังสามารถใช้ได้ดีในยุคปัจจุบัน ความแข็งแกร่งของคูเมืองจะช่วยปกป้องอาณาจักรทางธุรกิจที่เราได้สร้างไว้

คูเมืองที่แข็งแกร่งมาก ย่อมใช้เวลาเนิ่นนานมากกว่าในการทำลายลง เช่นเมืองเซียงหยางเป็นคูเมืองที่แข็งแกร่งของจีน แต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับญี่ปุ่นที่มีทะเลล้อมรอบ

แต่ท้ายที่สุด คูเมืองที่แข็งแกร่งก็จะต้องพ่ายแพ้หากมีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้น ญี่ปุ่นเองก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับอเมริกาเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

หากเรารู้ถึงความสำคัญของคูเมืองแล้ว เราสามารถมองย้อนกลับมาดูปัจจุบันได้เช่นกันว่าธุรกิจของเรามีคูเมืองที่แข็งแกร่งหรือไม่

คูเมืองทางธุรกิจสามารถมองได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการมีต้นทุนที่ต่ำกว่า การผูกขาดจากสัมปทาน การมีสิทธิบัตรทางปัญญา การมีแบรนด์ที่อยู่ในใจของลูกค้า เป็นต้น

นอกจากนี้เรายังสามารถล่วงรู้อนาคตได้อีกด้วยว่าเทคโนโลยีย่อมสามารถทำลายอาณาจักรของเราได้ แต่หากเราพลิกแพลงและปรับตัวอยู่ตลาดเวลา นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เราก็จะมีโอกาสมากขึ้นในการอยู่รอด

.

ในอดีต ตำราพิชัยสงครามเป็นสิ่งสำคัญในการทหาร ซึ่งหากใครมีกลยุทธ์การรบที่เหนือกว่าก็มีโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะสงครามได้ในท้ายที่สุด

กลยุทธ์การรบในแต่ละศึกนั้นมีหลากหลายรูปแบบ การหลอกล่อศัตรูให้เข้าติดกับดัก การออกอุบายให้เกิดการตายใจ ไปจนถึงการใช้ภูมิประเทศที่ได้เปรียบในการรบ

ปัจจุบัน สงครามเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่รูปแบบของธุรกิจมากขึ้น กลยุทธ์ของธุรกิจก็คงเปรียบได้คล้ายคลึงกับตำราพิชัยสงครามในสมัยก่อน

กลยุทธ์ทางธุรกิจก็มีหลากหลายออกไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าเชื่อมั่น การขยายตลาดด้วยโปรโมชั่น การกินส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่ง การใช้จุดแข็งของบริษัทให้เกิดประโยชน์

บริษัทเล็กไม่มีทุนแต่มีความคล่องตัวสามารถปรับตัวได้ดีกว่าบริษัทใหญ่แต่องค์กรเชื่องช้า ดังนั้นบริษัทเล็กจึงต้องอาศัยความรวดเร็วในการเอาชนะบริษัทใหญ่ ไม่ใช่ใช้เงินทุนเอาชนะ

การที่จะเอาชนะกันในเชิงธุรกิจก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ทุกส่วนของบริษัทล้วนมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแข่งขัน

การพลิกแพลงและกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นตามสถานการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการแข่งขัน ไม่มีวิธีใดที่จะสามารถใช้ได้ผลไปตลอดเวลา เพราะคู่แข่งก็มีพัฒนาการเช่นกัน

แต่สำคัญที่สุดคือผู้นำจะต้องมองภาพใหญ่ให้ออก การที่จะเอาชนะสงครามได้นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องชนะศึกทุกครั้งเสมอไป

ดังเช่นเจงกิสข่านที่มองข้ามสิ่งเล็กๆและเรื่องส่วนตัวแทบทุกอย่าง แพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องที่เราจะต้องไม่ยึดติด เพื่อการใหญ่คือรวบรวมมองโกลให้เป็นปึกแผ่น และขยายอาณาจักรไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

.

สรุปแล้วแง่คิดจากประวัติศาสตร์นั้นยังมีอีกมากให้เราได้ศึกษา ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไรจากประวัติศาสตร์นั้นๆ

ไม่จำเป็นว่าประวัติศาสตร์จะต้องให้ข้อคิดตายตัวเสมอไป เราสามารถนำวิชานี้มาปรับประยุกต์เข้ากับชีวิตเราได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตีความและมุมมองของเรา

ท้ายที่สุดคือ “เราจะเป็นผู้อ่านหนังสือ… หรือหนังสือจะเป็นผู้อ่านเรา” สุดแล้วแต่เราจะเลือก


Credit: http://guawesome.com/blog/2018/04/04/บทเรียนยุคมองโกล-สู่โลก/