Beauty ลดราคา เป็นโอกาสลงทุน?

Beauty ลดราคา เป็นโอกาสลงทุน?

BEAUTY หรือ Beauty Community เป็นบริษัทค้าปลีกเครื่องสำอางค์ชั้นนำของไทยในชื่อแบรนด์ Beauty Buffet และ Beauty Cottage

อันที่จริงๆผมคงไม่ต้องลงไปลึกถึงมากเกี่ยวกับรายละเอียดของบริษัทและการดำเนินงานของบริษัทเป็นอย่างไร เพราะช่วงนี้นักลงทุนทุกคนล้วนให้ความสนใจในบริษัทนี้

เหตุการณ์ที่ผ่านมา หุ้น Beauty ราคาร่วงลงมาเยอะ จากจุดสูงสุดราว 23 บาท ลงมาเหลือเพียง 7 - 8 บาท (วันที่ 11 กรกฎาคม 61)

สาเหตุของการร่วงลงมาอย่างรุนแรงก็หลักๆมาจากเพราะบริษัทนี้มีระดับความคาดหวังของนักลงทุนที่สูงมาก PE อยู่ราวๆ 60 เท่า

แต่ในวิกฤตราคาหุ้นของ Beauty ย่อมน่าจะมีโอกาสซ่อนอยู่สำหรับผู้ที่พยายามมองหา

แน่นอนว่ายิ่งราคาหุ้นลง ย่อมส่งผลให้มีโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวมากขึ้นในราคาที่ปลอดภัยขึ้น ซึ่งโดยหลักการแล้วควรจะเป็นเช่นนั้น

หากนักลงทุนวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วว่า BEAUTY เป็นบริษัทที่ดี มีความแข็งแกร่งและมีโอกาสเติบโตต่อไปในระยะยาว ยิ่งราคาลดลงจะยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ Beauty คือเรื่องของปันผล เพราะบริษัทนี้ปันผลถึง 100% ของกำไรต่อปี และราคาได้ร่วงลงมาจนทำให้ Yield ปันผลสูงกว่า 5% ต่อไป

ปันผล 5% ต่อปีดีพอหรือไม่สำหรับการลงทุน? คำตอบแบบคิดเร็วๆคือดีพอ

เพราะเมื่อเทียบกับทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลแล้ว ปันผลของบริษัทนี้ยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

ขอเน้นย้ำว่านักลงทุนจะต้องวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วว่า Beauty เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง

หากเราสามารถคาดการณ์ได้ว่าบริษัทจะยังเติบโตต่อไปได้อย่างน้อย 3 ปี การซื้อและคาดหวังปันผลเพียงปีละ 5% ก็ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย

เพราะอย่าลืมว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่าง ดร. นิเวศน์ ก็เริ่มลงทุนโดยหวังเพียงปันผลเท่านั้น แต่เลือกบริษัทที่แข็งแกร่งจริงๆ

แต่ถ้าพูดถึงโอกาสโดยไม่มองถึงความเสี่ยงเลยก็ดูเหมือนจะยังเป็นนักลงทุนที่ไม่ดี ดังนั้นเราก็จะต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

.

ย้อนกลับไปเมื่อหุ้นนี้ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน จนหลายคนก็มองว่าเป็นหุ้นระดับ Super Stock

ข่าวดีมักจะปรากฏบ่อยๆว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างมากในอนาคต เราแทบจะไม่เห็นข่าวร้ายเลยในยามที่หุ้นวิ่งเป็นกระทิง

แต่เมื่อราคาหุ้นขึ้นถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นข่าวร้ายและความเสี่ยงที่แอบแฝงกลับค่อยๆทะยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้เราแทบจะหาข่าวดีของบริษัทไม่พบเลย

เราลองมาดูความเสี่ยงในการลงทุนในบริษัทกันว่ามีอะไรบ้าง

  1. การที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มเป็นขาขึ้นย่อมกระทบต่อมูลค่าของทรัพย์สินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร กองทุน หรือแม้แต่หุ้นก็ตาม

    เนื่องจากหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเงินฝากและพันธบัตร ดังนั้นเราจะต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นสำหรับความเสี่ยงที่มากขึ้น

    อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้มูลค่าพื้นฐานของหุ้นลดลง ดังนั้นปันผล 5% ก็จะต้องนำไปเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่

  2. บริษัทอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คิด การเติบโตสูงในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงจังหวะที่ดีของบริษัทไม่ใช่เพราะความสามารถเหนือคู่แข่ง

    ซึ่งในกรณีนี้สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะตัวสินค้าของ Beauty เป็นสิ่งที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบได้ยากนัก การแข่งขันที่รุนแรงจะทำให้บริษัทไม่สามารถรักษาการเติบโตไว้ได้

    ในส่วนของแบรนด์ Beauty Buffet เชื่อว่าน่าจะแกร่งพอสมควรในคนกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งขนาดลูกค้าไม่อยากเปลี่ยนยี่ห้อไปใช้อย่างอื่น

    นอกจากนี้ความฝันที่บริษัทจะส่งออกขายคนจีนยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างดีนัก ทั้งเรื่องของมาตรฐานของจีนเอง และเรื่องของ Demand ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคนจีนจะนิยมจริงจัง

    หากบริษัทเข้าข่ายกรณีนี้ ก็แปลว่าปันผล 5% ต่อปีที่เราคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้นได้ยาก เพราะบริษัทอาจจะไม่สามารถรักษาอัตราปันผลนี้ไว้ได้ยาวนาน

  3. บริษัทปันผล 100% ของกำไร ซึ่งสาเหตุที่บริษัทสามารถนำเงินสดมาจ่ายปันผลได้เพราะว่าบริษัทมีเงินสดล้นมือ และแทบไม่มีเงินกู้ที่จะต้องชำระหนี้

    แต่การที่จ่ายปันผล 100% ทำให้เกิดความเสี่ยงคือ โอกาสที่จะปันผลมากกว่านี้แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ นอกจากจะมีกำไรพิเศษเกิดขึ้น แต่ความน่าจะเป็นที่บริษัทจะลดอัตราปันผลลงกลับมีมากกว่า

    โดยเฉพาะเมื่อ Beauty ได้ประกาศซื้อหุ้นคืนในวงเงินกว่า 950 ล้านบาท ทำให้บริษัทอาจจะเสียเงินสดในมือไป จนทำให้มีผลกระทบกับการปันผล

    โดยปกติแล้วบริษัทไม่ควรปันผลมากเกินไปเพราะอาจจะกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัท และยังหมายความว่าบริษัทไม่สามารถนำกำไรที่ได้ไปลงทุนเพิ่ม เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นได้ดีกว่าปันผล

    แต่นี่ก็ไม่ใช่กฏตายตัวเสมอไป เพราะบางทีบริษัทอาจจะไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเพิ่มมากเพื่อขยายธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อีกด้วย ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นอุดมคติและหาบริษัทที่เข่าข่ายนี้ได้ยากมาก

.

นักลงทุนควรเป็นผู้ศึกษาให้ดีก่อนลงทุนเสมอ เพราะหน้าที่รักษาเงินต้นไม่ใช่หน้าที่ของใครนอกจากตัวนักลงทุนเอง

ราคาหุ้นของ BEAUTY ที่ร่วงลงมาเยอะอาจจะมองดูเป็นโอกาสในการลงทุนระยะยาวในเชิงทฤษฎี

ส่ิงที่สำคัญที่สุดคือนักลงทุนจะต้องลงทุนก็ต่อเมื่อมองเห็นชัดเจนแล้วว่าบริษัทนี้แข็งแกร่งจริงๆเท่านั้น


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

Sappe ถือว่าเป็นบริษัทขายเครื่องดื่มที่อยู่ในตลาดมานานพอสมควร ในขณะที่มีหลายเจ้าล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก สิ…