TVO Q2/2561 กับผลกระทบจาก Trade War

TVO Q2/2561 กับผลกระทบจาก Trade War

หุ้นน้ำมันถั่วเหลือง "องุ่น" ในปีนี้ถือว่ามีความน่าลุ้นระทึกพอสมควรจากปัญหาระดับโลก "Trade War"

Trade war ระหว่างอเมริกาและจีนมีผลกระทบพอสมควรกับหุ้น TVO เพราะว่าจีนเป็นผู้นำเข้าถั่วเหลืองอันดับหนึ่งของโลก ในขณะที่อเมริกาเป็นหนึ่งในผู้นำส่งออกของโลก

ถั่วเหลืองหลักๆจะสามารถนำเข้าได้จากประมาณ 3 ประเทศใหญ่ๆ คือ
1) อเมริกา
2) บราซิล
3) อเจนติน่า

การที่มีปัญหาระหว่างอเมริกาและจีน ทำให้การที่จีนจะนำเข้าถั่วเหลืองจากอเมริกาเกิดปัญหาเนื่องจากการขึ้นภาษี

สิ่งที่จีนทำก็คือการย้ายไปซื้อจากประเทศอื่นๆแทน และไม่ซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกา

ผลกระทบคือราคาถั่วอเมริกาตกลง เพราะจีนไม่ซื้อ แต่ราคาถั่วเหลืองจากประเทศอื่นสูงขึ้นเพราะ demand ของจีนไหลออกมาจากอเมริกาไปสู่ประเทศที่เหลือ

คงจะเห็นภาพคร่าวๆแล้วว่าราคาถั่วเหลืองอเมริกาคงจะถูกกว่าถั่วเหลืองจากประเทศอื่นๆแน่ๆ

มิหนำซ้ำ อเจนติน่าในปีนี้เกิดภัยแล้ง ทำให้ปริมาณถั่วเหลืองที่ผลิตได้น้อยลงกว่า 30% แน่นอนว่าเมื่อผลิตได้น้อยลง ราคาขายก็ต้องสูงขึ้น

ปกติบริษัทจะนำเข้ากากถั่วเหลือง (ย้ำว่ากากถั่วเหลือง ต่างจะถั่วเหลืองเต็มเม็ด) จากอเจนติน่า เนื่องจากประเทศอเจนติน่าส่งออกกากถั่วเหลืองเยอะ

ดังนั้นการที่บริษัทจะต้องนำเข้ากากถั่วเหลืองก็ทำให้ราคานำเข้าอาจจะสูงขึ้น

ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นปัญหาสำหรับ TVO อย่างมากเพราะส่วนใหญ่บริษัทจะนำเข้าถั่วเหลืองจากอเจนติน่าและบราซิลเป็นหลัก

แต่มันก็ไม่เสมอไป ในเมื่อถั่วเหลืองของอเมริกาถูกลง บริษัทก็สามารถซื้อถั่วเหลืองจากอเมริกาแทนได้ ทำให้ได้ทุนที่ถูกลง และไม่ต้องแย่งซื้อกับประเทศจีน

แถมการที่กากถั่วเหลืองจากอเจนติน่าแพงขึ้น ทำให้บริษัทสามารถขึ้นราคาอาหารสัตว์ที่ทำจากกากถั่วเหลืองได้เช่นกัน

ต้องบอกก่อนว่ายอดขายของบริษัทส่วนใหญ่มาจากกากถั่วเหลืองอาหารสัตว์ไม่ใช่น้ำมันพืช ดังนั้นการที่ราคากากถั่วเหลืองขึ้น ปกติแล้วจะเป็นผลดีอย่างมากกับบริษัท

แต่ก็ไม่แน่เสมอไปอีกเช่นกัน เพราะหากบริษัทไม่ได้สต้อกสินค้าไว้ในต้นทุนที่ต่ำก่อนหน้านี้ บริษัทอาจจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยก็เป็นได้

ปัญหาต่อมาของบริษัทคือน้ำมันปาล์ม ซึ่งราคาปาล์มปัจจุบันตกต่ำลงทำให้การที่คนจะหันไปใช้น้ำมันปาล์มแทนน้ำมันถั่วเหลืองมีมากขึ้น ยอดขายน้ำมันถั่วเหลืองก็สมควรที่จะตกลง

เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าราคาน้ำมันปาล์มจะตกต่ำถึงเมื่อไหร่ ปีหน้าผลผลิตปาล์มอาจจะดีขึ้นเพราะภัยแล้งทำให้ราคาปาล์มสูงขึ้น หรือปาล์มจะยังล้นตลาดเช่นเดิมไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

ทั้งหมดนี้ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลกระทบต่อบริษัทอย่างมาก เพราะบริษัทนำเข้าถั่วเหลืองเป็นส่วนใหญ่ (ประเทศไทยปลูกถั่วเหลืองไม่ได้เยอะ)

ถ้าให้อธิบายปัจจัยที่มีผลกับบริษัท TVO ทั้งหมดก็คงจะไม่ไหว เพราะต่อให้เรารู้มาก ก็ย่อมยังมีปัจจัยที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้อีก

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือจะต้องรู้ตัวก่อนว่าเราไม่มีทางเข้าใจและรู้ทันทุกอย่างของธุรกิจประเภท Commodity ได้ ซึ่งการคิดแบบนี้น่าจะเป็นผลดีมากกว่าการมั่นใจว่ารู้ทุกอย่างแล้ว

หากเราคิดว่าเราสามารถรู้ทุกอย่างและเกิดความมั่นใจมากเกินไป อันตรายจากการลงทุนอาจจะเกิดขึ้นเพราะเราอาจจะลืมเผื่อส่วนความผิดพลาดก็เป็นได้

เกริ่นไปนานพอสมควร มาดูผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2561 บ้าง

  • รายได้ 6,223 ลบ. -> 5,925 ลบ. ลดลง 5.11% YoY
  • ต้นทุน 5,722 ลบ. -> 4,991 ลบ. ลดลง 12.78% YoY
  • กำไรขั้นต้น 501 ลบ. -> 934 ลบ. เพิ่มขึ้น 86.43% YoY
  • กำไรสุทธิ 208 ลบ. -> 582 ลบ. เพิ่มขึ้น 179.81% YoY

รายได้บริษัทลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุมาจากปริมาณขายกากถั่วเหลืองลดลงเพราะของมาสต้อกล่าช้า แต่ราคาขายกากถั่วเหลืองปรับดีขึ้นตามราคาโลก

ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองก็ยอดขายตกลงเล็กน้อยสาเหตุเพราะน้ำมันปาล์มราคาถูก น้ำมันปาล์มเป็นคู่แข่งกับน้ำมันถั่วเหลืองพอสมควร หากน้ำมันถั่วเหลืองแพงกว่าเยอะ คนก็จะหันไปใช้น้ำมันปาล์ม

ผลประกอบการบริษัทออกมาดีมากสาเหตุหลักมาจากการบริหารต้นทุน

ในไตรมาศ 4/2560 บริษัทได้ตุนสต้อกถั่วเหลือไว้ในราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบันมาก ทำให้เมื่อราคาถั่วเหลืองขึ้น บริษัทก็สามารถปรับราคาขายสินค้าตามราคาถั่วเหลืองได้

ดังนั้นการที่กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสนี้เป็นผลมาจากการสต้อกไว้เมื่อปีก่อน แต่ถ้าจะมองไปยังอนาคตก็คาดเดาไม่ได้ ไม่รู้ว่าถั่วเหลืองที่บริษัทได้สต้อกเข้ามาใหม่จะได้ไปขายราคาไหนในอนาคต

กำไรสุทธิของบริษัทปรับตัวเพิ่มจากต้นทุนที่ทำได้ดีเป็นหลัก ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารหรือการขายไม่ได้มีผลสำคัญต่อกำไรเท่าไหร่นัก

สรุปง่ายๆคือบริษัท TVO ผลประกอบการขึ้นอยู่กับ margin ถั่วเหลืองเป็นหลัก ซึ่งที่มาของ margin ก็มาจากหลากหลายปัจจัยมากมายเกินกว่าจะเข้าใจ

แล้วในเมื่อคาดเดาอะไรไม่ได้ คนที่สนใจบริษัท TVO จะต้องลงทุนอย่างไร?

คำตอบง่ายๆคือ ลงทุนโดยเน้น "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" ให้เยอะหน่อย

ข้อแรกคือจะต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทมีโอกาสเจ๊งมากน้อยแค่ไหน สามารถดูได้จากระดับหนี้สิน จะความต้องการของตลาด และสภาพการแข่งขัน

ข้อสองคือดูผลประกอบการย้อนหลังไปเยอะๆสักหน่อย เพื่อดูว่าในช่วงกำไรดีๆจะอยู่ที่ระดับเท่าไหร่ และในช่วงกำไรแย่จะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่

ใจความสำคัญคือ เมื่อเกิดข่าวร้ายกับบริษัทและกำไรออกมาไม่ดี ช่วงนั้นจะเป็นโอกาสลงทุนได้ หากเรามั่นใจว่าบริษัทกำไรไม่ดีเพียงเพราะ margin ตกต่ำลง ไม่ใช่มาจากพื้นฐานของบริษัทที่เปลี่ยนไป

ข่าวดีคือบริษัทจ่ายปันผลราว 80% ของกำไรสุทธิ ทำให้นักลงทุนยังสามารถได้รับเงินสดที่มากพอสมควรมาใช้ได้ในระหว่างที่กำลังรอวันฟื้นของบริษัท

หมายเหตุ ไม่ได้มีเจตนาเชียซื้อหรือขายหุ้นเป็นเพียงมุมมองส่วนตัว นักลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนทุกครั้ง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

อีกไม่นานก็จะถึงเวลาที่พ่อและแม่ผมจะเริ่มเกษียณแล้ว คำถามสำคัญของคนวัยเกษียณก็คงจะเป็นเรื่องของรายได้…