บทเรียนสำคัญเกือบหมดตัว หุ้น PTG

บทเรียนสำคัญเกือบหมดตัว หุ้น PTG

นักลงทุนทุกคนล้วนมุ่งหวังกำไรในกันลงทุนด้วยกันทั้งสิ้น แต่เส้นทางนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคย่อมเกิดขึ้นระหว่างทางในการลงทุน

สำหรับการลงทุนระยะยาว กำไรของบริษัทเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการลงทุน โดยทั่วไปแล้ว หากบริษัทมีกำไรแย่ การลงทุนก็จะแย่ตาม หรือหากบริษัทมีกำไรดี การลงทุนก็นั้นก็จะดี

การค้นหาบริษัทที่จะมีกำไรเติบโตและนำพาการลงทุนเราให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ง่าย บทเรียนต่างๆจะค่อยๆเข้ามาทดสอบนักลงทุนตลอดทาง

ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไร สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเงินเสมอไป แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์ต่างหากที่จะสอนนักลงทุนให้เก่งกาจมากขึ้น และสามารถอยู่รอดในตลาดได้อย่างยาวนาน

บทเรียนที่สำคัญหนึ่งในนั้นสำหรับผมเกิดขึ้นกับหุ้น PTG

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (PTG) ดำเนินการธุรกิจปั๊มน้ำมัน รายได้หลักมาจากส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันและราคาที่รับมาจากโรงกลั่น หรือที่เราเรียกว่า "ค่าการตลาด"

อ่านเกี่ยวกับค่าการตลาดเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://investdiary.co/2017/08/14/37/

ในช่วงปี 2557 - 2559 ถือเป็นช่วงพีคของบริษัท PTG เลยก็ว่าได้

กำไรสุทธิของบริษัทเติบโตก้าวกระโดดจาก 486 ลบ. เป็น 1,073 ลบ. และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 6 บาท ขึ้นไปพีคถึงกว่า 33 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนถึง 400% ภายใน 2 ปี

ราคาหุ้นของ PTG ในช่วงนั้นต้องถือว่าแพงมากด้วยระดับ PE ที่ 53 เท่า ด้วยความคาดหวังของตลาดในการเติบโตของบริษัท

สาเหตุหลักที่เติบโตสูงมากมาจากค่าการตลาดน้ำมันที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ margin ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น และกำไรสุทธิจึงเติบโตสูง

ธรรมชาติของธุรกิจปั๊มน้ำมันอย่าง PTG นั้นมี margin ค่อนข้างต่ำมาก เฉลี่ยแล้วจะอยู่ระหว่าง 1 - 2% เท่านั้น หรือคิดง่ายๆว่า ยอดขายทุกๆ 100 บาท บริษัทจะมีกำไรสุทธิเพียง 1 - 2 บาทเท่านั้น

และในความเป็นจริงคือบริษัท PTG มียอดขายไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้าน นั่นหมายความว่าการปรับตัวของ margin ทุกๆ 0.1% จะส่งผลต่อกำไรบริษัทถึง 50 ล้านบาท

เหตุผลสำคัญในการเติบโตในช่วงเวลาหนึ่งของ PTG มาจากค่าการตลาดที่ดีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด และนักลงทุนต่างคาดหวังการเติบโตต่อไปโดยไม่ได้ระวังถึงความเสี่ยง

สัญญานไม่ดีเริ่มต้นขึ้นช่วงต้นปี 2560 ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันดิบโลกมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง margin ของบริษัทเริ่มไม่สามารถรักษาไว้ได้

จากราคาที่สูงสุด 33 บาท ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องกว่า 40% จนราคาลงมายืนอยู่ช่วงประมาณ 20 บาท ระยะหนึ่ง แต่ระดับ PE ก็ยังสูงพอสมควร

ผมได้ตัดสินใจซื้อหุ้นด้วยราคาราวๆ 19 บาทเศษ ด้วยเหตุผลที่บริษัทยังมียอดขายเติบโต มีธุรกิจใหม่อย่าง Palm Complex ที่จะช่วยสนับสนุนกำไรให้มั่นคงมากขึ้น และความคาดหวังว่าค่าการตลาดจะกลับมาเป็นปกติ

ในช่วงที่ซื้อหุ้น มุมมองของผมต่อ PTG ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก คือเป็นบริษัทที่ดีและยังสามารถเติบโตต่อไปได้ และราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมากว่า 40% ทำให้มีส่วนเผื่อความปลอดภัยมากขึ้น

แต่เพื่อความชัว ผมตัดสินใจโทรสอบถาม IR ของบริษัทเกี่ยวกับธรรมชาติของค่าการตลาดและแนวโน้มในอนาคต (จริงๆแล้ว บทความค่าการตลาดข้างบนก็มาจากเหตุการณ์นี้เอง)

หลังจากสรุปได้ว่า "ค่าการตลาด" คาดการณ์ได้ยาก การที่ "ค่าการตลาด" ดีมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีก่อนถือเป็นเรื่องพิเศษและยากที่จะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

ผมตัดสินใจขายหุ้นทันทีที่ประเมินแล้วว่าโอกาสผิดพลาดมีสูงมาก

ถึงแม้หลังจากที่ขายหุ้นไประยะหนึ่ง ราคาหุ้น PTG ได้วิ่งกลับขึ้นไปที่ราว 25 บาท ก่อนจะไหลลงกลับมาที่ระดับราคา 19 บาทอีกครั้ง แต่การตัดสินใจขายครั้งนั้นถือว่าเด็ดขาดและไม่ใจอ่อนกับความเสียดาย

เมื่อผลประกอบการออกมาครั้งแรกหลังจากที่ได้ขายหุ้นไป ผลประกอบการไม่ได้ออกมาดีนัก แต่ในจุดนั้นก็ยังสรุปไม่ได้เนื่องจากระยะเวลายังผ่านไปไม่มากพอ

ในปี 2561 นี้เองเป็นปีที่ย่ำแย่ของ PTG ทั้งในแง่ของผลประกอบการและราคาหุ้น

กำไรสุทธิงวด 9 เดือน

  • ปี 2559 - 766 ล้านบาท
  • ปี 2560 - 673 ล้านบาท
  • ปี 2561 - 448 ล้านบาท

ไตรมาส 3 ปี 2561 ล่าสุด บริษัทประกาศผลประกอบการมีกำไรสุทธิเหลือเพียง 2 ล้านบาท เท่านั้น

จากราคาหุ้นเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 33 บาทในปี 2559 ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 9 บาท (10 พฤศจิกายน 2561)

การตัดสินใจขายเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ปัจจุบันได้เฉลยแล้วว่าผมคิดถูกและตัดสินใจได้ถูกต้องต่อข้อมูลที่มี ผลประกอบการได้เฉลยแล้วว่า "ค่าการตลาด" คาดการณ์ได้ยาก การที่ "ค่าการตลาด" ดีมาอย่างต่อเนื่องถือเป็นเรื่องพิเศษและยากที่จะเกิดขึ้นได้อีก

แน่นอนว่าการตัดสินใจขายในครั้งนั้นต้องถือเป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จ และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการลงทุนในอนาคต

แต่ปัญหาที่ยังค้างอยู่คือ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงทำให้เข้าไปซื้อหุ้น PTG ในช่วงราคา 20 บาท?

ประเด็นแรกคือความอคติในมุมมองต่อหุ้น PE สูงว่าเป็นหุ้นที่ดี และยึดติดกับมุมมองเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงก็ตาม ทำให้ไม่ได้มองถึงความเสี่ยงมากพอ

ส่วนประเด็นที่สองแต่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหุ้นเติบโต แต่แท้จริงแล้วเป็นหุ้นวัฎจักรที่เติบโตต่างหาก

ในเคสนี้ถือว่าโชคดีมากเพราะไม่ได้ขาดทุน และยังได้ประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากสำหรับเส้นทางชีวิตนักลงทุน

อันที่จริงยังมีอีกหลายเคสที่ผิดพลาด มีทั้งขาดทุนและกำไร (ส่วนใหญ่จะขาดทุน) แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้เหมือนเช่น PTG ที่ผลประกอบการออกมาชัดเจน

การตัดสินว่าเราถูกหรือผิดควรจะอิงกับผลประกอบการเป็นหลักไม่ใช่ราคาหุ้น ดังนั้นเวลาจะต้องผ่านไปนานพอเพื่อให้ผลประกอบการได้แสดงออกมาก่อนที่เราจะสรุปว่าถูกหรือผิด

ตอนต่อไปคงจะพูดถึงหุ้นอีกตัวที่คล้ายๆกับเคสนี้ จะเป็นบริษัทอะไรยังไม่เฉลย โปรดติดตามตอนต่อไป


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary