5 อัตราส่วนการเงิน ที่นักลงทุนต้องรู้

5 อัตราส่วนการเงิน ที่นักลงทุนต้องรู้

เราทุกคนย่อมต้องการสูตรสำเร็จในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน

แต่การลงทุนไม่ใช่สิ่งที่ง่ายหรือมีสูตรสำเร็จ นักลงทุนทุกคนจะต้องทำการบ้านอย่างหนักอย่างสม่ำเสมอ ศึกษาหาความรู้ รู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

หากต้องการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ให้คิดง่ายๆว่าหากบริษัทที่เราลงทุนประสบความสำเร็จ การลงทุนของเราก็จะประสบความสำเร็จ

ดังนั้นหน้าที่หลักของนักลงทุนคือการคัดเลือกบริษัทที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งนักลงทุนควรให้ความสำคัญทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

แต่ถ้าหากเราสามารถดูได้เพียง 5 อัตราส่วนทางการเงิน เราจะเลือกดูอะไร? Investdiary มีคำแนะนำ

  1. ROE

    • ROE (Return on Equity) คือ กำไรสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
    • Warren Buffett และนักลงทุนทุกคนในความสำคัญมาก
    • ROE บ่งบอกถึงความสามารถในการคืนทุนของธุรกิจ ยิ่งสูงยิ่งคืนทุนไว
    • ธุรกิจที่แข็งแกร่งจะมี ROE ที่สูงอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยต้อง 10% ขึ้นไป
    • ROE ที่ดีในปัจจุบันบ่งบอกเพียงอดีตของบริษัท แต่การลงทุนที่ดีจะต้องตอบได้ว่าอนาคตบริษัทจะยังสามารถรักษา ROE ที่สูงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
  2. NPM

    • NPM (Net Profit Margin) คืออัตราส่วนกำไรสุทธิเมื่อเทียบกับยอดขาย (หรือรายได้รวม)
    • กำไรสุทธิคือกำไรบรรทัดสุดท้าย หลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายบริษัท ดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และภาษี
    • NPM สูงแปลว่าเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรได้ดี มีความน่าลงทุน แต่ต้องระวังไว้ว่าหากบริษัทไม่ได้เก่งกว่าคู่แข่ง อาจจะมีผู้เล่นอื่นอยากเข้ามาแข่งขันด้วยเช่นกัน
    • NPM ต่ำแปลว่าเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรไม่ค่อยดี แต่ข้อดีคืออาจจะไม่ค่อยมีผู้เล่นอื่นอยากเข้ามาแข่งขัน
    • NPM ในปัจจุบันบ่งบอกเพียงอดีตของบริษัท แต่อนาคตสำคัญกว่า บริษัทควรจะต้องรักษา NPM ไว้ได้ หรือมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
  3. D/E

    • D/E (Debt per Equity) คือ หนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
    • ความเสี่ยงส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากหนี้สิน บริษัทใดไม่มีหนี้ไม่มีทางล้มละลาย
    • มีหนี้มากก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาก ธุรกิจที่ต้องก่อหนี้สูงเพื่อรักษาการแข่งขันเป็นธุรกิจที่ไม่น่าลงทุนเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เยอะ เพราะเงินจะหายไปกับดอกเบี้ย
    • ไม่มีหนี้เลยไม่ใช่สิ่งดี ธุรกิจที่ดีจะต้องก่อหนี้บ้างและบริหารความเสี่ยงให้เป็น
    • ส่วนใหญ่นักลงทุนไม่ต้องการให้ D/E มากกว่า 1 เท่า แต่หากเกินกว่านี้ก็จะต้องเช็คให้แน่ใจว่าอนาคตบริษัทจะสามารถลด D/E ลงได้
  4. CFO

    • CFO (Cash flow From Operation) คือเงินสดจากการดำเนินงาน
    • บริษัทที่ทำกำไรมากถือว่าดี แต่จะยังไม่ดีพอถ้ากำไรที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่สามารถตามเก็บจากลูกหนี้ได้
    • CFO สามารถบอกนักลงทุนได้ว่าบริษัทได้รับเงินสดจากการทำธุรกิจหรือไม่ หรือเป็นเพียงเงินเชื่อ
    • เงินเชื่อมีความเสี่ยงสูงกว่าเพราะเป็นเงินที่จะได้รับในอนาคต มีโอกาสที่เงินเชื่อจะกลายเป็นหนี้เสีย
    • CFO ของบริษัทควรมีค่าเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อบ่งบอกว่าบริษัทจะมีเงินหมุนภายในบริษัทที่ดี
    • บริษัทพัฒนาอสังหาฯและการเงินจะไม่สามารถดู CFO ได้
  5. EPS

    • EPS (Earning Per Share) คือกำไรสุทธิต่อหุ้น
    • นักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์และสิทธิตามจำนวนหุ้น ดังนั้นจึงต้องคำนวนกำไรสุทธิตามสัดส่วนหุ้นที่เรามี
    • การเพิ่มจำนวนหุ้นจะทำให้ EPS ลดลงหากกำไรสุทธิเท่าเดิม ส่วนการลดจำนวนหุ้นจะทำให้ EPS เพิ่มขึ้นหากกำไรสุทธิเท่าเดิม
    • สิ่งที่นักลงทุนควรคาดหวังคือ EPS เติบโตขึ้น ไม่ว่าจะมีจำนวนหุ้นเพิ่มหรือลดลงก็ตาม
    • การเพิ่มหุ้นสามารถเกิดได้จากการเพิ่มทุน การปรับมูลค่าพาร์ ปันผลเป็นหุ้น หรือการแปลงสิทธิ Warrant
    • การลดหุ้นสามารถเกิดได้จากการซื้อหุ้นคืนของบริษัทและลดทุน

ถึงแม้ 5 อัตราส่วนการเงินดังกล่าวอาจจะมีความสำคัญสำหรับการลงทุนอย่างมาก แต่การดูอัตราส่วนทางการเงินเพียงอย่างเดียวก็อาจจะเป็นอัตราอย่างมากเช่นกัน

สิ่งที่สำคัญเหนืออัตราส่วนทางการเงินคือการเข้าใจแนวโน้มของอุตสาหกรรมและตัวธุรกิจของบริษัท

เพราะต่อให้อัตราส่วนทางการเงินในอดีตจะดีมากเพียงใด แต่อดีตก็ไม่สามารถตัดสินอนาคตได้ หากอุตสาหกรรมเสื่อมถอยหรือบริษัทไม่สามารถแข่งขันได้ แนวโน้มอัตราส่วนต่างๆก็จะแย่ลง และการลงทุนก็จะล้มเหลว


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ธุรกิจการแพทย์ถือเป็น Mega trend อย่างหนึ่งของประเทศไทย ด้วยแนวโน้มที่ผู้สูงอายุมี…