ลงทุนเน้นคุณค่า ตอนที่ 1: อะไรคือธุรกิจที่ดี?

ลงทุนเน้นคุณค่า ตอนที่ 1: อะไรคือธุรกิจที่ดี?

การลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือที่เรารู้จักกันว่า VI นั้นคืออะไร?

หลักการของ VI แท้จริงแล้วไม่ได้ซับซ้อนมาก มีกฏเพียง 2 ข้อเท่านั้น คือ

  1. ซื้อบริษัทที่ดี
  2. ในราคาที่เหมาะสม

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ VI ในการลงทุนทุกครั้งก็จะเป็นการตอบคำถามทั้ง 2 ข้อดังกล่าวเป็นหลัก

อะไรคือธุรกิจที่ดี?

หากเรามองไปรอบตัวเราจะเห็นบริษัทที่ดีมากมายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น ร้านสะดวกซื้อ 7-11, โรงพยาบาลกรุงเทพ, ห้างเซนทรัล, ค่ายมือถือ AIS หรือหากมองบริษัทระดับโลกเราก็จะพบบริษัทอย่าง Apple, Google, Microsoft, Facebook, Alibaba เป็นต้น

แต่จริงๆแล้วการตัดสินว่าบริษัทใดดีหรือไม่ดีจะต้องมีหลักการมารับรองด้วย นักลงทุนไม่สามารถตัดสินโดยใช้เพียงแค่ชื่อเสียงของบริษัทได้ เพราะมันสามารถทำให้เกิดความลำเอียงได้อย่างมาก

การตัดสินว่าธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ดี เราจะต้องวัดทั้งในแง่ของเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

สำหรับตอนนี้เราจะพูดถึงในเชิงคุณภาพกันก่อน

สิ่งแรกที่เราจะต้องรู้คือบริษัททำธุรกิจอะไร? บริษัทมีรายได้มาจากธุรกิจอะไรบ้าง? สัดส่วนรายได้ของแต่ละธุรกิจเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้เราหาคำตอบได้ไม่ยาก รายงานประจำปีของบริษัทมีคำตอบให้เราทั้งหมด ซึ่งเราสามารถอ่านย้อนหลังไปหลายปีได้เพื่อเปรียบเทียบและดูแนวโน้มของบริษัท

แต่คำถามที่ยากกว่าและสำคัญมากคือ บริษัทจะยังอยู่รอดต่อไปได้อย่างน้อยอีก 5 - 10 ปีข้างหน้า ได้หรือไม่?

ธุรกิจที่จะอยู่รอดได้อย่างน้อย 5 - 10 ปีข้างหน้าจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า "ความสามารถในการแข่งขัน" มีด้วยกันทั้งหมด 5 ข้อด้วยกัน

  1. มีสินทรัพย์ที่จับไม่ได้ ทำให้คู่แข่งเข้ามาแข่งกันบริษัทได้ยากขึ้น

    สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้มีด้วยการ 3 รูปแบบคือ 1) มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง 2) มีสัมปทานจากภาครัฐ และ 3) มีสิทธิบัตรป้องกันคู่แข่ง

    การมีสินทรัพย์ประเภทนี้จะทำให้บริษัทสามารถเก็บเกี่ยวกำไรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่าบริษัทที่ไม่มี หากบริษัทสร้างกำไรได้สูง ก็จะยิ่งนำไปต่อยอดธุรกิจได้มาก

  2. มีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ยิ่งมีต้นทุนต่ำเท่าไหร่ คู่แข่งยิ่งสู้ด้วยยากเท่านั้น

    ซึ่งการที่บริษัทจะมีต้นทุนต่ำกว่าสามารถเกิดได้จากสั่งซื้อจำนวนมากทำให้ได้ราคาถูก หรือการที่บริษัทมีขนาดใหญ่และบริหารสินทรัพย์ได้คุ้มค่ามาก

    ในธุรกิจที่แข่งขันกันด้วยต้นทุน การมีต้นทุนต่ำกว่าทำให้เกิดความได้เปรียบหากการแข่งขันดุเดือด และผู้ที่จะพ่ายแพ้ก่อนคือผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า

  3. มูลค่าเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งาน และเมื่อมูลค่ายิ่งมากขึ้น คู่แข่งก็จะสู้ด้วยยากขึ้น

    บริษัท Facebook เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีมูลค่าสูงขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งาน เหตุผลเพราะจำนวนผู้ใช้งานที่มากขึ้น นอกจากจะช่วยดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ๆได้แล้ว ยังทำให้เกินมูลค่าในเชิงโฆษณาอีกด้วย

  4. ใช้แล้วเปลี่ยนเจ้ายาก หากต้องการย้ายเจ้าจะมีต้นทุนสูง ดังนั้นลูกค้าจึงไม่ค่อยอยากเปลี่ยนเจ้าหากไม่จำเป็นจริงๆ

    โปรแกรม SAP เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามีต้นทุนในการย้ายสูงมาก โดยปกติแล้ว SAP มีหน้าตาการใช้งานที่ซับซ้อน จะต้องมีการเทรนด์พนักงานก่อนการใช้งานระดับหนึ่ง และเป็นโปรแกรมที่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลขององค์กร

    ดังนั้นการย้ายโปรแกรมจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะบริษัทจะต้องเทรนด์พนักงานให้ใช้โปรแกรมใหม่ และการย้ายฐานข้อมูลจำนวนมหาศาลของบริษัทยังเป็นสิ่งที่อันตรายอีกด้วย

  5. ตลาดมีขนาดเล็กเกินไป จนไม่คุ้มค่าหากผู้เล่นใหม่ต้องการลงทุนเพื่อแข่งขัน

    ตัวอย่างง่ายๆเช่น หากนึกภาพว่าแต่ละหมู่บ้านหรือโครงการคอนโดมิเนียมมีร้านสะดวกซื้ออยู่ร้านหนึ่งอยู่แล้ว การที่จะมีผู้ประกอบการใหม่เข้ามาเปิดร้านแข่งด้วยคงเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า

    เพราะว่าจำนวนคนเดินร้านสะดวกซื้อมีจำกัด และหากเปิดเพิ่มอีกหนึ่งร้านจะทำให้รายได้ถูกหารลง และท้ายที่สุดอาจจะขาดทุนทั้งคู่

ทั้งหมด 5 ข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญในการวิเคราะห์บริษัทในเชิงคุณภาพ ซึ่งโดยปกติแล้วบางบริษัทอาจจะไม่มีเลยสักข้อ หรือบางบริษัทก็อาจจะมีมากกว่าหนึ่งข้อ

แต่บริษัทที่ VI ต้องการจะลงทุนอย่างน้อยจะต้องมี 1 ข้อ เพราะสิ่งที่ VI ต้องการคือการลงทุนในบริษัทระยะยาว และการอยู่รอดของบริษัทที่ลงทุนไปอย่างน้อย 5 - 10 ปีข้างหน้า เป็นสิ่งจำเป็น


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

เราทุกคนย่อมต้องการสูตรสำเร็จในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน แต่การลงทุนไม่ใช่สิ่งที…