VI คือการคิดสองชั้น

VI คือการคิดสองชั้น

โดยส่วนใหญ่แล้วตลาดหุ้นถือเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพมากพอสมควรจนอาจจะทำให้นักลงทุน VI ไม่ค่อยเจอโอกาสลงทุนเท่าไหร่

หุ้นทุกๆตัวโดยปกติแล้วตลาดจะให้ระดับราคาแพงหรือถูกค่อนข้างมีเหตุผล สิ่งที่เราต้องทำคือหาให้เจอว่าเหตุผลนั้นคืออะไร และเป็นโอกาสหรือไม่สำหรับนักลงทุน

ยกตัวอย่างเช่น หุ้นบางตัวแพงมากตลอดกาล การที่ตลาดให้ระดับราคาที่สูงนั้นมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง

อาจจะเป็นเพราะความแข็งแกร่งของบริษัท หรือมีความปลอดภัยในการลงทุนสูง จนทำให้นักลงทุนสบายใจพอสมควรในการลงทุนแม้ว่าจะมีราคาแพงก็ตาม

ในขณะที่หุ้นบางตัวมีราคาถูกเสมอ เหตุผลอาจจะเพราะว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีอนาคต มีสภาพคล่องน้อย มีความไม่มีแน่นอนของรายได้สูง หรืออื่นๆ

โอกาสของนักลงทุนจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนพบว่าตลาดนั้นคิดผิด ซึ่งมีไม่บ่อยนักที่ตลาดจะคิดผิด

หากนักลงทุนค้นพบโอกาสในการลงทุนบ่อยครั้ง ก็อาจเป็นไปได้ว่านักลงทุนอาจจะมองข้ามอะไรไปบางอย่าง

การที่ตลาดจะคิดผิดสามารถเกิดขึ้นได้จากการมีข้อมูลของบริษัทค่อนข้างน้อยและไม่มีคนสนใจนัก ทำให้ตลาดอาจจะยังไม่สะท้อนถึงมูลค่าของบริษัทที่แท้จริง

หรือบางครั้งความผันผวนของตลาดหุ้นก็สามารถทำให้นักลงทุนโลภเกินไปหรือกลัวเกินไปได้

ความกลัวเกินไปจะทำให้นักลงทุนแห่ขายหุ้นมาในทุกราคา และนี่แหละเป็นความผิดพลาดของตลาดที่นักลงทุนสามารถฉวยโอกาสได้

เมื่อนักลงทุนเจอโอกาสแล้ว สิ่งแรกคือนักลงทุนจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใดที่ทำให้ตลาดคิดผิดก่อนการลงทุนทุกครั้ง

คนส่วนใหญ่มักมองเพียงแค่ชั้นเดียว แต่นักลงทุนที่ดีควรจะมองอย่างน้อยสองชั้นให้ได้

การมองชั้นเดียวคืออะไร? ในขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทแห่งหนึ่งราคาร่วงลงมาเรื่อยๆ นักลงทุนที่มองชั้นเดียวก็จะตัดสินว่าหุ้นไม่น่าซื้อ และหุ้นจะร่วงต่อไป

ส่วนการมองสองชั้นคือการมองไปยังเหตุผลของการร่วงของราคา เพราะโดยทั่วไปแล้วการลดลงของราคาหุ้นหมายถึงความเสี่ยงที่ลดลงและโอกาสทำผลตอบแทนที่มากขึ้น

เราจะต้องมองให้ออกว่าเหตุผลที่ราคาร่วงคืออะไร และการที่ราคาร่วงมานั้นเป็นเรื่องถาวรหรือไม่

โอกาสจะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนพบว่าการร่วงลงของราคาเป็นส่ิงชั่วคราวเพราะปัจจัยชั่วคราว เช่น การที่บริษัทต้องจ่ายค่าปรับ หรือการที่มีนักลงทุนถูก force sell จำนวนมาก หรืออื่นๆ

หากเราย้อนกลับมาที่ตลาดหุ้น เราจะพบว่าในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีหุ้นหลากหลายตัวที่มีความถูกแพงไม่เท่ากัน

นักลงทุนต้องตอบได้ว่าเหตุผลที่หุ้นใดหุ้นหนึ่งมีราคาถูกกว่าหรือแพงกว่าเพราะเหตุใด และเมื่อศึกษาบริษัทอย่างจริงจังแล้วพบว่ามีความไม่สมเหตุสมผลของราคาดังกล่าว นักลงทุนก็อาจพบโอกาสในการลงทุน

โอกาสที่ยิ่งใหญ่มักจะมาตอนช่วงที่นักลงทุนมีความระมัดระวังในการลงทุน ทำให้สินทรัพย์มีราคาถูกกว่าที่ควรจะเป็น มีความเสี่ยงต่ำ และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง

ในทางตรงกันข้าม วิกฤตก็จะมาในช่วงที่นักลงทุนลงทุนกันอย่างสบายใจและสนุกสนานจนลืมตัว ในจุดนั้นจะเป็นจุดที่หุ้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่ำ มีความเสี่ยงสูง และงานเลี้ยงจะจบเมื่อมีคนใดคนหนึ่งเริ่มใช้เหตุผลและเทขายออกมา

ดังนั้น จงมองหาหุ้นที่ตลาดมีความระมัดระวังในการลงทุน นำบริษัทต่างๆมาศึกษาอย่างละเอียดจนกว่าจะพบบริษัทที่ตลาดนั้นคิดผิด

แต่อาจจะมีบ่อยครั้งที่ปัจจัยต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิดและกลายเป็นตัวเราเองที่คิดผิด ไม่ใช่ตลาด แต่มันเป็นเรื่องปกติ

ในฐานะนักลงทุน เราทุกคนย่อมต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงที่ว่าหมายถึงโอกาสที่เราจะคิดผิดนั่นเอง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary