วิเคราะห์ธุรกิจโรงไฟฟ้าฉบับเบื้องต้น

วิเคราะห์ธุรกิจโรงไฟฟ้าฉบับเบื้องต้น

โรงไฟฟ้าถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ หากประเทศมีประชากรที่เติบโตขึ้นและมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น แน่นอนว่าไฟฟ้าเป็นสิ่งแรกๆที่จะต้องมีเพียงพอเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น

ปัจจุบันโลกเรามีแนวโน้มที่ชัดเจนเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน พลังงานหมุนเวียน คือพลังงานจากแหล่งที่สามารถนำมาใช้โดยไม่มีวันหมด (พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม และพลังงานที่เกิดจากขยะมูลฝอย) เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

พลังงานหมุนเวียนแตกต่างจากพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) เพราะเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นใช้แล้วหมดไปและเป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อมจากก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาระหว่างเผาไหม้

แต่ทั้งนี้พลังงานหมุนเวียนก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการลงทุนที่สูงกว่าพลังงานฟอสซิล แต่ได้กำลังผลิตที่น้อยกว่า และยังรวมถึงข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่อีกด้วย

ประเภทของโรงไฟฟ้า

  1. โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

    เป็นการนำ Solar Cell มาใช้ในการแปลงแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า ข้อดีคือ การแปรรูปพลังงานไม่ก่อให้เกิดมลพิษและแหล่งพลังงานไม่มีต้นทุน แต่ข้อจำกัดคือใช้พื้นที่และเงินลงทุนสูงต่อจำนวนไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้ อีกทั้งยังมีช่วงเวลาที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มที่เพียงวันละ 4 - 5 ชม. ขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงอาทิตย์ และจำเป็นต้องมีแหล่งเก็บพลังงานที่มากพอเพื่อใช้ในช่วงเวลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์เพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้าที่สม่ำเสมอ

  2. โรงไฟฟ้าพลังงานลม

    เป็นการนำกังหันลมมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากลม ข้อดีคือ การแปรรูปพลังงานไม่ก่อให้เกิดมลพิษและแหล่งพลังงานไม่มีต้นทุน ส่วนข้อจำกัดคือต้องใช้พื้นที่และเงินลงทุนสูง ลมมีความไม่สม่ำเสมอ

  3. โรงไฟฟ้าชีวมวล

    เป็นการนำสารอินทรีย์ที่เหลือใช้ในการเกษตร เช่น ชานอ้อย แกลบ กากปาล์ม หรือเศษไม้ มาใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ข้อดีคือผลิตกระแสไฟได้อย่างต่อเนื่องและเป็นการนำของเหลือใช้มาก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ข้อเสียคือใช้เงินลงทุนสูง สารอินทรีย์ที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีโอกาสขาดแคลน

  4. โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ

    เป็นการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ข้อดีคือเป็นพลังงานที่ต้นทุนไม่สูงมากนักและมีความสะอาดมากกว่าการใช้ถ่านหิน ข้อจำกัดคือ ก๊าซไม่มีสีหรือกลิ่นและจุดติดไฟได้ง่าย จำเป็นต้องมีกระบวนการขนส่งและจัดเก็บก๊าซธรรมชาติที่ปลอดภัย

  5. โรงไฟฟ้าจากขยะ

    เป็นการนำขยะมาแปรรูปเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า ขยะมาสามารถมาจากทั้งภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม ข้อดีคือช่วยลดปริมาณขยะที่จะต้องนำไปฝังกลบ แต่ข้อจำกัดคือลงทุนสูง

  6. โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ

    เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อใช้น้ำมาผลิิตไฟฟ้า ข้อดีคือเป็นพลังงานที่สะอาดและน้ำเป็นทรัพยากรที่ไม่มีต้นทุน แต่ข้อเสียคือจำเป็นต้องทำลายพื้นป่าจำนวนมาก รวมถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นต้องล้มตายจำนวนมาก

  7. โรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภบ

    เป็นการนำความร้อนใต้พิภบมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ข้อดีคือเป็นพลังงานที่ไม่มีต้นทุนและไม่มีวันหมด สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดคือสามารถตั้งได้อยู่เฉพาะบางพื้นที่บนโลกเท่านั้น

  8. โรงไฟฟ้าถ่านหิน

    เป็นการนำถ่านหินที่มาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ถ่านหินมีหลายเกรดตั้งแต่คุณภาพต่ำไปจนถึงคุณภาพสูง ปัจจุบันเทคโนโลยีถ่านหินได้ถูกพัฒนาจนมีความสะอาดมากขึ้น

    ข้อดีคือเงินลงทุนต่ำแต่ได้กระแสไฟฟ้าจำนวนมาก กระแสไฟฟ้ามีความสม่ำเสมอและมีเสถียรภาพ ส่วนข้อเสียคือถ่านหินก่อให้เกิดมลพิษ และถ่านหินมีราคาผันผวนตามราคาโลก

  9. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

    เป็นการนำความร้อนจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มาใช้ในารผลิตไฟฟ้า ข้อดีคือสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปริมาณที่สูงโดยมีต้นทุนพลังงานต่ำ แต่ข้อเสียคือต้องลงทุนสูงและมีความอันตรายสูงหากเกิดข้อผิดพลาด สารกัมมันตรังสีมีความอันตรายมากและใช้เวลานานหลายที่จะฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติ

ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถผลิตไฟฟ้าได้เพื่อส่งขายให้กับภาครัฐและเอกชนตามขนาดของโรงไฟฟ้าและประเภทของสัญญา และปัจจุบันรูปแบบการผลิตไฟเริ่มให้ภาคครัวเรือนสามารถผลิตและขายให้กับภาครัฐหรือครัวเรือนด้วยกันเองได้แล้ว

ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม

  1. ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (Independent Power Producer)

    เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตติดตั้งมากกว่า 90 MW ส่วนใหญ่จะใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินเป็นหลัก กลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงในการรับรู้รายได้ตำ่เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load Plant) ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ EGAT โดยมีรายได้จาก 2 ทางคือ จากปริมาณการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบจริงตามการใช้ของผู้บริโภค และจากรายได้ขั้นตำ่ที่จะได้รับตามที่กำหนดในสัญญาขายไฟฟ้าระยะยาวกับ EGAT (Minimum Take)

  2. ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer)

    เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตติดตั้ง 10-90 MW มีทั้งที่ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับ EGAT ระยะเวลาตั้งแต่ 20-25 ปี และขายไฟฟ้าตรงให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง กลุ่มนี้จึงอาจมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะในส่วนของการขายไฟฟ้าตรงให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งภาวะจะผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรมของลูกค้า

  3. ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (Very Small Power Producer)

    เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตติดตั้งน้อยกว่า 10 MW มักเป็นการผลิตไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ในโรงงานแปรรูปเกษตรเพื่อใช้เองและส่วนที่เหลือจะขายไฟฟ้าให้กับ MEA และ PEA ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าระบบ Feed-in Tariff (FiT) ตลอดอายุโครงการตามประเภทเชื้อเพลิง

ตัวเลขที่สำคัญในการวิเคราะห์ธุรกิจโรงไฟฟ้า

  1. Total equity MW

    คือกำลังผลิตไฟฟ้ารวมที่สามารถผลิตได้ของทั้งบริษัท รวมถึงสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัาอื่น

    ตัวเลขนี้สามารถบอกถึงกำลังการผลิตรวมทั้งหมดของทั้งบริษัทเพื่อให้เห็นภาพรวมถึงขนาดของบริษัท และจะมีประโยชน์มากขึ้นหากเปรียบเทียบในแต่ละปีว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรหรือบริษัทมีแผนระยะยาวอย่างไร หากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแสดงว่าบริษัทมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้น

    แน่นอนว่าธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถเติบโตได้รวดเร็วมากนัก เพราะการสร้างโรงไฟฟ้าอาศัยเวลามากกว่า 1 - 2 ปีขึ้นไป และหากเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อาจจะใช้เวลา 3 - 4 ปี ขึ้นไป

  2. Internal Rate of Return

    โรงไฟฟ้าแต่ละโรงมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกฏเกณฑ์ต่างๆรวมถึงต้นทุนในการลงทุนที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นบางครั้งการที่โรงไฟฟ้ามีกำลังผลิตสูงอาจจะไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า

    สิ่งที่เราจะต้องศึกษาคือกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งภายในบริษัทรวมถึงเงินลงทุนและผลตอบแทนของแต่ละโรงไฟฟ้า ซึ่งสำหรับพลังงานทดแทนส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 10-15% และโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลจะอยู่ไม่เกิน 10%

  3. Adder / Feed-in-tariff

    โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ได้เริ่มดำเนินการในยุคแรกเมื่อ 10 ปีก่อนนั้นจะได้รับค่าไฟฟ้า Adder ที่ทางภาครัฐจ่ายให้เพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าพื้นฐานเป็นระยะเวลา 8-10 ปี ผลคืออัตรากำไรของบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในช่วงนั้นสูงมากกว่าปกติ

    โดยปกติสัญญาผลิตไฟฟ้านั้นจะอยู่ที่ประมาณ 20-25 ปี แต่ Adder นั้นจะจ่ายให้เฉพาะ 8-10 ปีแรกของการดำเนินการเท่านั้น ทำให้เราจะต้องระมัดระวังหาก Adder ได้หมดลงจะทำให้อัตรากำไรของบริษัทลดลงค่อนข้างมาก

    แต่ปัจจุบันค่าไฟสนับสนุนจากภาครัฐได้เปลี่ยนมาเป็นแบบ Feed-in tariff (Fit) ซึ่งเป็นการจ่ายเพิ่มเติมให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตลอดอายุสัญญา นโยบายนี้ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลการหมดอายุอีกต่อไป

การวิเคราะห์ 5 Forces

  1. Threat of New Entrants - ภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่

    ผู้เล่นใหม่ไม่สามารถเข้ามาผลิตกระแสไฟฟ้าได้หากไม่ได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นการเข้ามาของผู้เล่นใหม่จึงมีข้อจำกัด

    โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าประเภทถ่านหินและขยะจะต้องดำเนินการขออนุญาตจากหลากหลายหน่วยงาน รวมถึงจะต้องเผชิญกับการคัดค้านจากชุมชน ทำให้บางครั้งการผลิตไฟฟ้าอาจล่าช้ากว่าแผนได้หลายปี

  2. Power of Suppliers - อำนาจต่อรองของผู้จัดหา Supply

    ในส่วนของเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้านั้น Supplier อาจจะไม่มีอำนาจต่อรองมากนักเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีทดแทนกันได้จากผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลก แต่ในส่วนของแหล่งพลังงานนั้นโรงไฟฟ้าไม่สามารถต่อรองราคาได้ เนื่องจากราคาจะเป็นไปตามกลไกอุปทานและอุปสงค์ หากแหล่งพลังงานมีต้นทุนสูงขึ้น โรงไฟฟ้าก็จะต้องรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น

  3. Power of Buyers - อำนาจต่อรองของลูกค้า

    ภาครัฐมีอำนาจสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายได้อยู่ตลอดเวลา แต่สัญญาการผลิตไฟฟ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งในเรื่องของระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าและอัตราค่าไฟที่รับซื้อ หากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเช่นถ่านหินมีราคาสูงขึ้น โรงไฟฟ้าไม่สามารถขอปรับค่าไฟฟ้าได้ แต่โรงไฟฟ้าที่ผลิตให้ภาคเอกชนยังสามารถปรับค่าไฟตามความเหมาะสมได้บ้าง

  4. Availability of Substitutes - ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

    โรงไฟฟ้าเป็นส่ิงที่ยังไม่สามารถทดแทนได้ แต่ภายในอุตสาหกรรมนั้นมีพลังงานหลากหลายรูปแบบที่สามารถทดแทนกันได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นจึงสามารถเชื่อได้ว่าในอนาคตข้างหน้า โรงไฟฟ้ายังเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นสำหรับมนุษย์

  5. Competitive Rivalry - การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

    มีการแข่งขันพอสมควร พลังงานแต่ละประเภทสามารถทดแทนกันได้บ้าง บางครั้งผู้ลงทุนโรงไฟฟ้าจะต้องประมูลโครงการโรงไฟฟ้าตามนโยบายของทางภาครัฐ ซึ่งการประมูลถือเป็นการแข่งขันราคา เพราะบริษัทที่สามารถให้ผลตอบแทนแก่ภาครัฐได้สูงกว่าย่อมมีโอกาสได้งานสูงกว่า แต่นั่นก็หมายถึงผลตอบแทนทางการลงทุนที่น้อยลง

นโยบายภาครัฐเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า เนื่องจากภาครัฐจะเป็นผู้กำหนดแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว รวมถึงนโยบายการแบ่งสัดส่วนประเภทของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทจะมีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

โดยทั่วไปแล้วโรงไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ไม่ยากและมีความมั่นคงสูง บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ผลประกอบการณ์ของบริษัทผันผวนได้ เช่น การปิดปรับปรุงโรงไฟฟ้าทั้งแบบตามแผนงานและแบบนอกเหนือแผนงาน หรือบางครั้งบริษัทอาจลงทุนในโรงไฟฟ้าในต่างประเทศทำให้มีส่วนกำไรขาดทุนค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้นทุนเช่นถ่านหินสามารถผันผวนตามราคาโลกได้

แต่อย่างไรก็ตามหากสัญญารับซื้อไฟฟ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความผันผวนที่เกิดขึ้นนั้นก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นปกติได้ ทำให้แม้จะมีความผันผวนบ้างแต่พื้นฐานยังคงมีความมั่นคงพอสมควร

การลงทุนในโรงไฟฟ้านั้น นักลงทุนควรหวังผลตอบแทนที่ไม่จนสูงเกินไป เพราะธรรมชาติอุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตได้หากไม่ลงทุนเพิ่ม นั่นหมายความว่าบริษัทจะเติบโตได้จะต้องกู้และลงทุนเพิ่มเท่านั้น และโอกาสที่จะสามารถเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ได้มีสูงมากเนื่องจากกฏเกณฑ์ต่างๆ ดังนั้นนักลงทุนควรหวังปันผลเป็นหลัก


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary