ใช้ ROE อย่างไรไม่ติดดอย?

ใช้ ROE อย่างไรไม่ติดดอย?

Return on Equity (ROE) เป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนระยะยาว เพราะ ROE นั้นเป็นอัตราส่วนที่ถูกคำนวนด้วยหลากหลายปัจจัยทางธุรกิจ ซึ่งอัตราส่วนนี้จะบ่งบอกถึงความคุ้มค่าในการลงทุน

แต่นักลงทุนไม่ควรใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจในการลงทุนโดยที่ไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้

ROE สามารถบอกนักลงทุนได้ว่าผลกำไรสุทธิต่อเงินทุนนั้นเป็นอย่างไร โดยส่วนใหญ่แล้ว ROE ที่สูง (มีผลกำไรสุทธิที่สูงต่อเงินลงทุน) จะหมายถึงบริษัทมีความน่าลงทุนสูง และในทางกลับกัน ROE ต่ำก็หมายถึงบริษัทมีความน่าลงทุนต่ำ

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทหนึ่งใช้เงินทุนในการดำเนินธุรกิจ 100 บาท และมีกำไรสุทธิในปีนั้น 10 บาท จะได้ ROE เท่ากับ 10% นั่นหมายความเงินทุนทุกๆ 100 บาท จะสามารถสร้างกำไรสุทธิได้ 10 บาท หากใช้เงินทุน 1,000 บาท ก็จะได้กำไรสุทธิ 100 บาท

การนำ ROE มาใช้ในการลงทุนจริงนั้นอาจไม่ง่ายเหมือนในตัวอย่าง เพราะว่ากำไรสุทธินั้นอาจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเพราะการแข่งขันทางธุรกิจ ต้นทุนสินค้าที่ผันผวน ค่าเงินที่เปลี่ยนแปลง นโยบายรัฐที่เข็มงวด หรือแม้แต่ Economy of scale (ยิ่งใหญ่ยิ่งคุ้มเงินลงทุน) ก็ตาม ล้วนมีผลต่อกำไรสุทธิด้วยกันทั้งสิ้น

เราลองมาศึกษาหุ้นต่างๆกันดีกว่าว่าจะมี ROE เป็นอย่างไร

CPALL

CPALL เป็นหุ้นอันดับหนึ่งสำหรับนักลงทุนระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะผลตอบแทน 10 ปีที่ผ่านมาสูงกว่า 10 เท่า ในระยะเวลาเพียง 10 ปี

หากเราศึกษา ROE และกำไรสุทธิของบริษัทย้อนหลังไป 5 ปีจะพบว่าอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องและกำไรสุทธิเติบโตขึ้นทุกปี

ปี 2013 / ROE 37.6% / รายได้ 272,286 ลบ. / กำไรสุทธิ 10,503 ลบ.
ปี 2014 / ROE 34.3% / รายได้ 357,766 ลบ. / กำไรสุทธิ 10,200 ลบ.
ปี 2015 / ROE 40.2% / รายได้ 391,817 ลบ. / กำไรสุทธิ 13,682 ลบ.
ปี 2016 / ROE 36.0% / รายได้ 434,712 ลบ. / กำไรสุทธิ 16,677 ลบ.
ปี 2017 / ROE 30.5% / รายได้ 471,069 ลบ. / กำไรสุทธิ 19,908 ลบ.

เราจะเห็นว่าค่าเฉลี่ย ROE ของบริษัทย้อนหลังอยู่สูงมาก (ค่าเฉลี่ยของทั้งตลาดหุ้นไทยอยู่ไม่เกิน 12%) ซึ่งข้อนี้สำคัญมาก นักลงทุนจะต้องดูค่าเฉลี่ยของ ROE ย้อนหลังเพื่อตรวจสอบว่าบริษัทนั้นมีความสามารถจริงหรือว่าเป็นเพียงวัฎจักรขาขึ้น

บริษัทที่อยู่ในวัฎจักรขาขึ้นมักจะมี ROE สูงเช่นกัน เพราะในช่วงขาขึ้นจะทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิในระดับสูง แต่นั่นเป็นเรื่องไม่ยั่งยืนและท้ายที่สุดกำไรสุทธิและ ROE จะกลับลงมาสู่ระดับปกติ นักลงทุนจะต้องระวังจุดนี้ให้มาก

องค์ประกอบที่สำคัญคือรายได้และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบนี้แปลว่าดี หมายความว่า ROE ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอัตราส่วนที่มีคุณภาพ และสามารถนำไปคาดการณ์อนาคตได้พอสมควร

แต่ข้อสังเกตุที่ต้องระวังคือในปี 2018 นั้นบริษัทมี ROE ที่ลดลงเหลือเพียง 27% เท่านั้นสาเหตุจากยอดขายและกำไรสุทธิที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งหมายความว่าหลังจากนี้การใช้ค่าเฉลี่ย ROE ในอดีตของบริษัทควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะหากเราใช้ ROE ที่สูงเกินจริงมาคำนวนการลงทุน เราก็จะมีโอกาสขาดทุนได้ง่ายๆ

BEAUTY

หุ้นนางฟ้าตกสวรรค์ที่เคยเป็นหนึ่งในบริษัทขวัญใจของนักลงทุน ด้วยการเติบโตที่สูงมาก ทำให้ราคาหุ้นนั้นเติบโตมากกว่า 15 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น แต่ปีที่ผ่านมาราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวลดลงกว่า 70% เนื่องจากผลประกอบการน่าผิดหวัง

จุดที่น่าสนใจของบริษัทนี้คือ ROE ที่สูงมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นหลายเท่า

ปี 2013 / ROE 20.8% / รายได้ 970 ลบ. / กำไรสุทธิ 207 ลบ.
ปี 2014 / ROE 28.9% / รายได้ 1,359 ลบ. / กำไรสุทธิ 301 ลบ.
ปี 2015 / ROE 36.0% / รายได้ 1,773 ลบ. / กำไรสุทธิ 402 ลบ.
ปี 2016 / ROE 53.2% / รายได้ 2,539 ลบ. / กำไรสุทธิ 656 ลบ.
ปี 2017 / ROE 81.3% / รายได้ 3,713 ลบ. / กำไรสุทธิ 1,229 ลบ.

ค่าเฉลี่ยของ ROE ย้อนหลังนั้นสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากรายได้และกำไรสุทธิที่เติบโตขึ้นสูงมากเช่นกัน

ในปี 2017 บริษัทมีรายได้เติบโต 50% เมื่อเทียบจากปีก่อน แต่กำไรสุทธินั้นกลับเพิ่มขึ้นกว่า 90% ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญส่งเสริมให้ ROE กระโดดขึ้นมาเป็น 81.3%

สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือในขณะที่ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด การบริหาร และการลงทุนเพิ่มนั้นกลับไม่สูงมาก ทำให้บริษัทเกิด Economy of scale และกำไรสุทธิมีการเติบโตในอัตราที่สูงขึ้น

ปัจจุบัน ROE ของบริษัทในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 94% ซึ่งเหตุผลที่บริษัทมีค่า ROE ที่สูงมากเป็นเพราะพื้นฐานธุรกิจไม่ได้จำเป็นต้องลงทุนสินทรัพย์เยอะมากนัก แต่จะเน้นสินค้าคงคลังมากกว่า ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก หมายความว่า BEAUTY เป็นบริษัทที่ใช้เงินทุนน้อยแต่ขายสินค้าได้กำไรดีนั่นเอง

อีกเหตุผลหนึ่งที่ ROE นั้นอยู่ในระดับสูงเนื่องจากบริษัทจ่ายปันผลจากกำไรสุทธิทั้งหมดในแต่ละปี และในเมื่อนำกำไรสุทธิทั้งหมดมาจ่ายปันผล ทำให้ส่วนทุนของบริษัทไม่ได้เพิ่มขึ้นในแต่ละปี หมายความว่าบริษัทเติบโตได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มแต่ระดับทุนเท่าเดิม ดังนั้นอัตราส่วน ROE จึงสูงขึ้น

ในแง่ดีคือผู้ถือหุ้นจะได้ผลตอบแทนที่สูงมากจากการลงทุน ทั้งปันผลที่เพิ่มขึ้นและกำไรที่เติบโตขึ้น แต่ในอีกแง่คือการเติบโตคงมีที่สิ้นสุดหากบริษัทไม่ลงทุนเพิ่มเติม เพราะการแข่งขันทางธุรกิจไม่ควรจะง่ายขนาดนั้น และเราควรระมัดระวังการใช้ ROE ที่สูงเกินจริงมาคำนวนในการลงทุน

IVL

IVL เป็นผู้ผลิตขวดพลาสติกรายใหญ่ของโลก ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นอย่างมาก และราคาหุ้นขึ้นมากกว่า 2 เท่า

ปีล่าสุดบริษัทมีระดับ ROE ที่ค่อนข้างสูง ดูเหมือนจะเป็นบริษัทที่มีความน่าลงทุน

ปี 2013 / ROE 2.3% / รายได้ 229,120 ลบ. / กำไรสุทธิ 1,326 ลบ.
ปี 2014 / ROE 2.5% / รายได้ 243,907 ลบ. / กำไรสุทธิ 1,675 ลบ.
ปี 2015 / ROE 8.7% / รายได้ 234,698 ลบ. / กำไรสุทธิ 6,609 ลบ.
ปี 2016 / ROE 19.2% / รายได้ 254,620 ลบ. / กำไรสุทธิ 16,197 ลบ.
ปี 2017 / ROE 20.3% / รายได้ 286,332 ลบ. / กำไรสุทธิ 20,883 ลบ.

นักลงทุนจะสังเกตว่าปีล่าสุดบริษัทมี ROE สูงกว่า 20% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปีที่ผ่านๆมาค่อนข้างมาก หมายความว่า ROE นั้นอาจไม่ยั่งยืน (เช่นเดียวกับกรณีของ BEAUTY) ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่มากนักในขณะที่กำไรสุทธิเติบโตถึง 15 เท่า เป็นหลักฐานชั้นดีว่าบริษัทนี้เข้าข่ายวัฏจักร

สำหรับบริษัทที่เข้าข่ายวัฏจักร จะไม่สามารถนำ ROE มาใช้ในการลงทุนได้เนื่องจาก ROE จะขึ้นลงตามวัฏจักรและการคำนวนการลงทุนจะผิดพลาดได้ ซึ่งนักลงทุนจำนวนไม่น้อยได้ทำผิดพลาดโดยการใช้ค่า ROE ล่าสุดเพื่อคำนวนการลงทุนโดยไม่ได้ดูธรรมชาติของธุรกิจ

ทำไมผมถึงรู้ว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อยได้ทำผิดพลาด? เพราะผมเองก็เคยผิดพลาดเช่นกัน โดยลงทุนในธุรกิจวัฏจักรแต่ใช้ค่า ROE ล่าสุดในการคำนวนมูลค่าของบริษัท นี่เป็นความผิดพลาดที่จะส่งผลร้ายแรงอย่างมากต่อเงินลงทุนลงของเรา

.

การใช้ ROE จะเหมาะกับบริษัทที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ ตัวอย่าง CPALL นั้นเราจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยของ ROE ในแต่ละปีนั้นใกล้เคียงกัน ดังนั้นจะมีความปลอดภัยสูงกว่าในการใช้ ROE มาคำนวนการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนก็จำเป็นต้องติดตามบริษัทอยู่สม่ำเสมอ

ส่วนกรณีของ BEAUTY และ IVL นั้นใกล้เคียงกันคือ ROE ล่าสุดนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังมากพอสมควร ทำให้การใช้ ROE มาคำนวนนั้นอาจเกิดความผิดพลาดได้ นักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวอาจต้องระมัดระวังมากขึ้น

ทั้งหมดเราจะเห็นว่า ROE ที่สูงนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความน่าลงทุนเสมอไป นักลงทุนจะต้องย้อนดูค่าเฉลี่ยย้อนหลังเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่า ROE ของบริษัทนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและมีความสมำ่เสมอมากน้อยเพียงใด การนำอัตราส่วนมาใช้โดยไม่ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้อาจสร้างความเสียหายให้แก่นักลงทุนได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับผมเอง


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

โรงไฟฟ้าถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ หากประเทศมีประชากรที่เติบโตขึ้นและมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น…