ความสำเร็จเป็นครูชั้นแย่

ความสำเร็จเป็นครูชั้นแย่

"Succeed is your worst teacher" ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง ความสำเร็จนั้นอาจเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าอภิรมย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ว่าความอภิรมย์นี้มักไม่ได้มาพร้อมกับบทเรียนที่ดีเท่าไหร่นัก

ตลาดหุ้นเป็นโรงเรียนชั้นดีที่จะทำให้นักลงทุนได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเสมอ เพราะความผิดพลาดในการลงทุนนั้นหมายถึงการสูญเสียเงินทุน เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากกว่าการทำข้อสอบผิดหลายเท่านัก

ผมได้ลองย้อนกลับไปดูความสำเร็จในการลงทุนที่ผ่านมาของตัวเอง หลายๆครั้งพบว่าความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นนั้นมักจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมสูญเงินในเวลาต่อมาเสมอ เหตุเพราะความสำเร็จเหล่านั้นมีโชคเป็นตัวช่วยอยู่พอสมควร

ในตอนนั้นเอง ผมก็ไม่ได้รู้หรอกว่าความสำเร็จนั้นคือของจริงหรือเพราะโชคช่วย สิ่งที่รู้ในตอนนั้นคือกำไรที่งดงามเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากนัก ผมจึงใช้วิธีเดิมเพื่อแสวงหากำไรโดยหารู้ไม่ว่ามันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

นอกจากความสำเร็จที่มีโชคเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักการลงทุนแล้ว ยังทำให้ลดความระมัดระวังตัว เพิ่มความกล้าเสี่ยง และมั่นใจในวิชามากเกินความสามารถที่แท้จริง

เหตุการณ์แรกคือ ในช่วงแรกของการลงทุนนั้นเรามักจะถูกสอนกฏข้อแรกๆของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็คือการซื้อหุ้นให้ได้ราคาต่ำกว่ามูลค่า ซึ่งในช่วงแรกนั้นผมเองก็ยังไม่มีประสบการณ์มานักจึงอาศัยการดู PE เป็นหลัก หลักการง่ายๆคือ PE ต่ำคือถูก และ PE สูงคือแพง

ในช่วงนั้นผมกลัวการลงทุนในหุ้นที่มี PE สูงมาก และในกลับกันคือสบายใจในการลงทุนกับหุ้นที่มี PE ต่ำ ทำให้ส่วนใหญ่ผมจะเลือกลงทุนในหุ้น PE ต่ำเสมอ เช่น หุ้นอสังหาฯ หุ้นแบ้งค์ หรือแม้กระทั่งหุ้นวัฎจักรที่อยู่ในช่วงขาขึ้นก็จะมี PE ที่ต่ำเช่นกัน

ผมไม่ได้รู้เลยว่าการที่ผมเคยทำกำไรได้จากหุ้นเหล่านี้ การมี PE ต่ำเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆเท่านั้น ทำให้ผมได้ลงทุนในหุ้น PE ต่ำเพียงอย่างเดียวจนลืมมองถึงความสำคัญของคุณภาพของบริษัท ซึ่งในเวลาต่อมาหุ้นที่ PE ต่ำมากก็ได้สร้างความเสียหาให้แก่เงินลงทุนของผม

และสุดท้ายก็ได้รู้ว่า... PE ต่ำก็ขาดทุนได้เช่นกัน ถ้าอนาคตของบริษัทมีแนวโน้มที่แย่ลง

บทเรียนต่อมาจะเกี่ยวกับหุ้นนางฟ้าพอสมควร ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งผมได้เข้าไปคลุกคลีกับหุ้นเหล่านี้ เพราะมันเป็นหุ้นในกระแสและทุกคนต่างกล่าวไปในทางเดียวกันว่ามันเป็นบริษัทที่ดี ผมเองก็ไม่ลังเลที่จะเชื่อแบบนั้นเช่นกันโดยเฉพาะการที่ราคาหุ้นนั้นขึ้นไปสูงมาก ยิ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่ามันเป็นบริษัทที่ดี

มันเริ่มจากการที่ผมเคยได้กำไรจากหุ้นตัวหนึ่งที่เติบโตเร็ว ผมได้เข้าไปซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นมีการปรับฐานลงประมาณ 20-30% จากจุดสูงสุด ซึ่งทำให้ผมเข้าใจผิดว่าหุ้นเติบโตที่ราคาปรับตัวจะเป็นการลงทุนที่ดี

ต่อมาผมก็ได้เริ่มใช้หลักการเดิมในการลงทุน คือเข้าไปเก็บหุ้นนางฟ้าในช่วงที่ราคาได้ร่วงลงมา 40-50% โดยที่ยังมีความเชื่อเดิมว่ามันเป็นบริษัทที่ดีและเหตุการณ์ข่าวร้ายที่ทำให้หุ้นร่วงลงมานี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่นานความจริงก็เริ่มปรากฏ ฟองสบู่หุ้นนางฟ้าค่อยๆแตกลง โชคดีที่ผมไม่ได้เจ็บตัวนักจากความผิดพลาดครั้งนี้

และสุดท้ายก็ได้รู้ว่า... การเติบโตในอดีตเป็นเพียงภาพแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น หุ้นที่เคยราคาขึ้นไปสูงมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นบริษัทคุณภาพดีเสมอไป

บทเรียนสุดท้ายเป็นบทเรียนที่เจ็บสาหัสมากที่สุดเนื่องจากผมได้สูญเงินจำนวนกว่า 6 หลัก ให้กับความผิดพลาดนี้

มันเริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวเลขต่างๆของบริษัทมากเกินไป เพราะในอดีตที่ผ่านมา การลงทุนที่ประสบความสำเร็จของผมก็มีส่วนมาจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆที่ดี ไม่ว่าจะเป็น ROA, ROE, Cash cycle, D/E หรืออัตราการทำกำไรก็ตาม

แต่ตัวเลขเหล่านี้มันไร้ประโยชน์มากถ้าบริษัทไม่ได้มีความแข็งแกร่งพอที่จะรักษาผลประกอบการไว้ได้ เมื่อเผชิญกับภาวะการแข่งขันหรือสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ตัวบริษัทเองก็อาจจะพลิกจากบริษัทที่ดีกลายเป็นบริษัทที่แย่ได้ในพริบตา เพราะปัจจัยนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท

และสุดท้ายก็ได้รู้ว่า... การเข้าใจธุรกิจสำคัญกว่าตัวเลขทั้งหมด

ยังมีอีกหลายกรณีที่ความสำเร็จนั้นนำไปสู่การสูญเงินในภายหลัง แต่การสูญเงินในหลายๆครั้งก็สอนให้มีความระมัดระวังมากขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เราสูญเงินอีกหลายๆครั้งในเวลาต่อมา

โชคยังดีที่อายุของผมนั้นไม่มากและยังเหลือเวลาในการลงทุน​อีกอย่างน้อย 50 ปี ซึ่งผมคิดว่ามูลค่าเงินที่ผมได้เคยสูญเสียไปนั้นเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าเงินในอนาคตที่จะมีโอกาสสูญเสียหากไม่ได้บทเรียนอันล้ำค่าที่ผ่านมา

การเรียนรู้คงจะไม่มีวันสิ้นสุด เพราะโลกเรานั้นหมุนไปอย่างรวดเร็วทุกวัน หลักการที่ใช้ได้ดีในวันนี้อาจจะต้องพลิกแพลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความล้มเหลวก็จะยังเป็นครูที่ดีที่สุดของทุกคน


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary