จัดทัพกองทุน รับตลาดหมีปี 2562

จัดทัพกองทุน รับตลาดหมีปี 2562

ปี 2561 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ลงทุนยากพอสมควรสำหรับนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยภายในประเทศ กองทุนภายในประเทศ หรือกระทั้งนักลงทุนจากทั่วโลกเองก็ตาม

ในภาวะที่ทั่วโลกมีความไม่แน่นอนสูง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างจีนและอเมริกา ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนที่สูง การที่ FED (Federal Reserve: ธนาคารกลางสหรัฐ) ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองก็ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีเมื่อไม่นานมานี้

การที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาขึ้น ธุรกิจต่างๆล้วนได้รับผลกระทบเนื่องจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2562 อาจได้รับผลกระทบมากถึง 3 เด้งด้วยกัน คือ 1. ดอกเบี้ยขึ้นทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นและผู้ที่จะซื้อบ้านก็ต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยสินเชื่อมากขึ้น 2. มาตรการควบคุมสินเชื่อบ้านจากภาครัฐทำให้การเข้าถึงของผู้ซื้อถูกจำกัดมากขึ้น 3. สงครามการค้าทำให้เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบและกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวจีนที่ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย

ความมั่งคั่งของกลุ่มนักลงทุนส่วนใหญ่ล้วนมีอสังหาริมทรัพย์เป็นสัดส่วนค่อนข้างมาก ดังนั้นหากอสังหาริมทรัพย์เริ่มชะลอและฝืดตัวลงก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย และอาจจะสามารถลามไปถึงอุตสาหกรรมอื่นๆอีกทอดหนึ่ง

แต่นี่ไม่ใช่วิกฤตแต่อย่างใด เพียงแต่ภาพการลงทุนหลังจากนี้คงจะไม่ได้ดูสดใสเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อนอีกแล้ว

การบริหารพอร์ตลงทุนของนักลงทุนในช่วงเวลานี้ควรคำนึงถึงความเสี่ยงมากกว่าผลตอบแทน เพราะในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงจะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการรักษาทุนและต้องการเงินสดมากขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูงจะทำให้นักลงทุนเริ่มโลกในความเป็นจริงและมองความเสี่ยงจากการที่ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการย้ายเม็ดเงินลงทุนจากสินทรัพย์ที่ดูมีความเสี่ยงและโอกาสได้ผลตอบแทนน้อย ไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยและสามารถคาดการณ์ผลตอบแทนได้ดีกว่า และนักลงทุนในช่วงนี้จะยอมรับผลตอบแทนที่น้อยกว่าได้มากขึ้น

แน่นอนว่าในปีที่ผ่านมากองทุนต่างๆขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่ แต่นักลงทุนที่คิด 2 ชั้นจะพบว่า หากนักลงทุนตัดสินใจว่าในท้ายที่สุดแล้วการลงทุนจะมีสถานะการลงทุนเป็น Net Buy (หมายถึงซื้อมากกว่าขาย) ในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลดลงก็คือโอกาสที่ดีในการลงทุนสะสม

ถึงแม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมีตัวเลขผลตอบแทนที่ขาดทุน แต่หากเราเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในระยะยาวว่าจะเติบโตขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นก็จะต้องเติบโตขึ้นตามเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเช่นกัน ทำให้กองทุนเป็นสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย

เริ่มจากกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง LTF (Long-term Equity Fund) เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีความสำคัญสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ เพราะภาษีที่ลดหย่อนได้นั้นถือเป็นผลตอบแทนที่สามารถคาดหวังได้ทันที กองทุนประเภทนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 65% ทำให้ความผันผวนจะน้อยกว่าการลงทุนหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว

กองทุน LTF มีนโยบายการถือครองหน่วยลงทุนขั้นต่ำประมาณ 5 ปี หากลงทุนไว้จำนวน 100,000 บาท และสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท หมายความว่าผลตอบแทนนักลงทุนจะได้ทันทีคือ 15,000 บาทภายใน 5 ปี หรือคิดเป็นผลตอบแทนเบื้องต้นถึง 2.9% ต่อปี ไม่นับรวมปันผลและกำไรจากราคาหน่วยลงทุน

แน่นอนว่าในระยะยาวกองทุนประเภทนี้ควรให้ผลตอบแทนราคาหน่วยลงทุนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี (หักค่าธรรมเนียมแล้ว) ดังนั้นหากรวมกับภาษีที่ได้ลดหย่อนไปแล้วภายในปีแรก จะคิดเป็นผลตอบแทนถึง 7.9% ต่อปี

7.9% ต่อปีเยอะแค่ไหน?

หากนักลงทุนลงเงินต้นไว้ 100,000 บาทในวันนี้ อีก 5 ปีเงินจำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 145,000 บาท ซึ่งอาจจะดูไม่เยอะมากนัก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีเวลาศึกษามากนักก็ถือว่าดีกว่าเงินฝากหลายเท่า

ส่วนตัวแนะนำนักลงทุนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่มีมีฐานภาษีเข้าเกณฑ์ควรกระจายความเสี่ยงจากหุ้นหรือการลงทุนอื่นๆมาไว้ในกองทุน LTF บ้าง อาจไม่จำเป็นต้องลงเงินเป็นสัดส่วนที่สูง แต่ให้ลงทุนขึ้นอยู่กับโควต้าลดหย่อนภาษีของแต่ละคน

สำหรับกองทุนระยะยาวอย่าง RMF ถือเป็นกองทุนที่มีประโยชน์มากสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่เช่นกัน เป้าหมายของกองทุนคือต้องการให้นักลงทุนออมเงินในระยะยาว​ ข้อดีคือจะทำให้เรามีเงินเก็บก้อนใหญ่ (มาก) ไว้ใช้ในวันที่เกษียณ

นโยบายของ RMF กำหนดให้เราต้องลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่องทุกปี ด้วยเงินสดใหม่ไม่น้อยกว่า 5,000 บาท หรือไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ (นับจำนวนที่ต่ำกว่าเป็นเกณฑ์) หากจะเว้นก็เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน กว่าจะขายได้ก็ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 55 ปีบริบูรณ์และเงินลงทุนส่วนที่ขายจะต้องถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

แต่นักลงทุนก็ยังมีความยืดหยุ่นพอสมควร เพราะสามารถสลับเปลี่ยนกองทุนได้ในระหว่างทางไม่จำเป็นจะต้องติดอยู่กับกองทุนใดอันหนึ่ง ทำให้ RMF นั้นเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวและแน่นอนว่าได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย

คำถามต่อมาคือ ทั้ง LTF และ RMF นั้นต่างก็ดี แต่จะเลือกลงทุนกองทุนไหน?

อย่างแรกคือนักลงทุนจะต้องรู้จักความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ก่อนเสมอ เช่น หากขาดทุน 10% รับได้หรือไม่? หรือหากขาดทุนมากถึง 30% จะรับได้หรือไม่? คำถามนี้จะทำให้นักลงทุนสามารถรู้ตัวได้ว่าความเสี่ยงที่เหมาะสมเป็นเท่าไหร่ และสามารถคัดเลือกกองทุนที่มีระดับความเสี่ยงให้ตรงกับตัวเองมากขึ้น

ถ้าเป็นกองทุน LTF โดยทั่วไปแล้วความเสี่ยงจะใกล้เคียงกันเพราะมีนโยบายลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนราว 65% แต่สำหรับ RMF นั้นนักลงทุนจะมีตัวเลือกระดับความเสี่ยงที่หลากหลายกว่า

หากสนใจกองทุนทั้ง 2 นี้ แต่ไม่รู้จะเริ่มค้นหากองทุนจากไหน ผมแนะนำลองเริ่มต้นจาก ที่นี่ ได้เลย ซึ่งทางกรุงศรีเองได้คัดกองทุนมาให้นักลงทุนเบื้องต้นแล้ว ทำให้สำหรับผู้ที่เริ่มต้นสามารถเข้าไปศึกษาได้

สุดท้ายคือกองทุน Property fund, Real Estate Investment Trust หรือ Infrastructure fund เป็นอีกสินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจมากในสภาวะที่มีความไม่แน่นอน

กองทุนประเภทนี้จะให้ผลตอบแทนจากสิทธิการรับรู้รายได้จากสินทรัพย์และจ่ายคืนผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปแบบของปันผล ซึ่งนักลงทุนมีโอกาสได้ yield จากปันผลมากถึง 5-7 % ต่อปี หากเลือกสินทรัพย์ได้ถูกต้อง

สินทรัพย์ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบของอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ตึกออฟฟิส เซอวิสอพาร์ทเมนต์ คลังสินค้า หรือห้องเย็น เป็นต้น

นอกจากอสังหาริมทรัพย์แล้วก็ยังมีสินทรัพย์ประเภทสาธารณูปโภคอีกด้วย เช่น โรงไฟฟ้า ทางด่วน โครงข่ายอินเตอร์เน็ต รถไฟฟ้า และอื่นๆอีกมาก ทั้งที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูงให้นักลงทุนสามารถเลือกตามความเหมาะสมกับผู้ลงทุนเองได้

แล้วกองทุกประเภท Property fund, Real Estate Investment Trust หรือ Infrastructure fund ดียังไง? เลือกกองทุนอย่างไร?

ผมได้เคยศึกษาและสรุปไว้เบื้องต้นแล้วในบทความที่ผ่านมา หากสนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

สรุปแล้วในช่วงนี้นักลงทุนควรมองความเสี่ยงไว้ก่อนมองผลตอบแทนที่สูง ซึ่งกองทุนทั้ง 3 รูปแบบที่กล่าวถึงก็มีความน่าสนใจไม่น้อย แต่นักลงทุนจะต้องเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังและไม่หวังผลตอบแทนที่สูงจนทำให้ต้องรับความเสี่ยงที่มากขึ้น

นักลงทุนสามารถนำเงินสดจากสิทธิประโยชน์ภาษีที่ได้รับคืนหรือผลตอบแทนจากปันผลมาลงทุนสะสมเพิ่มเติมได้ในอนาคต หรือหากมีเหตุต้องใช้เงินฉุกเฉินก็ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องถอนการลงทุนน้อยลง และนักลงทุนทุกคนคงไม่ต้องการถอนการลงทุนในช่วงที่กำลังขาดทุนอยู่อย่างแน่นอน...


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary