GCAP สินเชื่อเพื่อเกษตรกร

GCAP สินเชื่อเพื่อเกษตรกร

เห็นหุ้น GCAP วิ่งหน้าตั้งขึ้นมากว่า 13% เลยไปดูว่าบริษัทเขาทำอะไร

บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน)

บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ Leasing เป็นบริษัทขนาดเล็กๆ มี market cap. ไม่ถึง 1,000 ลบ. ถือว่าเล็กมากในตลาดหุ้น

กลุ่มเป้าหมายที่เจาะคือจะเป็นเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ มีผลิตภัณฑ์อยู่ 4 ประเภทคือ

  1. สินเชื่อเช่าซื้อประเภทเครื่องจักรกลทางการเกษตร แทรกเตอร์ ภายใต้แบรนด์ "สบายใจเกษตรกร" และล่าสุดเพิ่งเปิดไลน์ใหม่สำหรับ Speed boat ภายใต้แบรนด์ "สบายใจอันดามัน"

  2. สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับพนักงานบริษัท ภายใต้แบรนด์ "สบายใจพนักงาน"

  3. สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับพ่อค้าแม่ค้าในตลาด ภายใต้แบรนด์ "สบายใจตลาด"

  4. สินเชื่อจำนองสำหรับธุรกิจ

โดยรวมถึงแม้จะมี 4 ประเภทธุรกิจ แต่สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อก็คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของรายได้รวมของบริษัท

ในปี 2560 ที่ผ่านมานั้นบริษัทมีกำไรสุทธิลดลงค่อนข้างมากจาก 41 ลบ. เหลือเพียง 27 ลบ. ซึ่งทำให้บริษัทดูขาดความน่าสนใจไปค่อนข้างมาก

แต่จริงๆยอดปล่อยสินเชื่อของปี 2560 เติบโตขึ้นกว่า 229% จากปีที่ผ่านมา แต่เหตุผลที่กำไรยังไม่มาก็เพราะสินเชื่อเหล่านั้นปล่อยไปเมื่อปลายปี ทำให้ยังไม่มีรายได้เข้ามาภายในงบปีนั้น

ในปี 2561 สินเชื่อที่ได้ปล่อยไปในปีก่อนเริ่มทำรายได้ให้กับบริษัท นอกจากนี้ในปี 2561 บริษัทยังมียอดปล่อยสินเชื่อที่เติบโตขึ้นอีก 30%

ตัวเลขยอดสินเชื่อของบริษัทในแต่ละปี

ปี 2557 - 221 ลบ.
ปี 2558 - 138 ลบ.
ปี 2559 - 197 ลบ.
ปี 2560 - 648 ลบ.
ปี 2561 - 843 ลบ.

ในส่วนของกำไรสุทธิก็พบว่าเติบโตจากปีก่อนในแทบทุกไตรมาส

Q1 2560 - 8.91 ลบ.
Q2 2560 - 8.40 ลบ.
Q3 2560 - 6.86 ลบ.
Q4 2560 - 2.85 ลบ.

Q1 2561 - 13.2 ลบ.
Q2 2561 - 13.7 ลบ.
Q3 2561 - 7.09 ลบ.
Q4 2561 - 20.8 ลบ.

อาจจะสังเกตว่า Q3 2561 มีกำไรสุทธิน้อยจนน่าประหลาด แต่เพราะว่าเป็นการตั้งสำรองเพิ่มสำหรับสินเชื่อประเภทสำหรับพนักงาน

ซึ่งใน Oppday ที่ผ่านมานั้น คุณ สเปญ จริงเข้าใจ ผู้บริหารได้แจ้งว่าจะกลับการตั้งค่าเข้ามาใน Q4 ทำให้งบไตรมาสสุดท้ายนั้นกำไรสุทธิสูงเป็นพิเศษ แต่เมื่อเฉลี่ยแล้วจะทำให้ในทุกไตรมาสมีกำไรสุทธิใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา GCAP ยังได้เปิดบริษัทใหม่ร่วมกับ 9F เปิดธุรกิจใหม่เพื่อรุกธุรกิจให้บริการสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเพิ่ม

9F เป็นบริษัทอะไร?

เป็นบริษัทระดับ Unicorn จากประเทศจีน ที่ให้บริการสินเชื่อแบบ Digital P2P โดยระบบนั้นแทบไม่ต้องใช้คนในการดำเนินงาน แต่จะใช้เทคโนโลยี AI แทนเป็นส่วนใหญ่

ลองดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.crunchbase.com/organization/9f-fintech-holdings-group#section-overview

ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่า GCAP และ 9F จะร่วมมือกันทำอะไร เราคงจะได้ดูภายในไตรมาส 1 - 2 นี้ แต่โอกาสก็น่าจะพอมีสูง เพราะ 9F มีเทคโนโลยีที่เมืองไทยต้องใช้เวลาอีกนานในการวิจัยและพัฒนาได้ด้วยตัวเอง โดยเบื้องต้นได้จัดตั้งบริษัท สบายใจมันนี่ โดย GCAP ถือหุ้น 51% และ 9F ถือหุ้น 49%

ในปี 2562 นี้บริษัทดูตั้งเป้าขยายยอดสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งแต่คุณ สเปญ จริงเข้าใจ เข้ามาบริหารงานราว 2 - 3 ปี บริษัทก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเฉพาะแนวทางการปล่อยสินเชื่อ

เห็นสินเชื่อโตดี แต่นักลงทุนก็จะต้องดูคุณภาพของสินเชื่อด้วยว่ามาพร้อมกับความมั่นคงหรือปัญหา

เมื่อเข้าไปดูงบการเงินปี 2561 จะพบส่วนของลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก

ลูกหนี้ที่ค้างชำระประมาณ 1-2 งวด ได้เพิ่มจากปีก่อน 44 ลบ. เป็น 100 ลบ. และลูกหนี้ที่ค้างชำระประมาณ 0.5-1 งวด ได้เพิ่มมากจากปีก่อน 71 ลบ. เป็น 150 ลบ.

โดยภาพรวมแล้วถือเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างยิ่งเพราะหากลูกหนี้เหล่านี้ค้างชำระเกิน 3 เดือน จะทำให้บริษัทต้องตั้งสำรองถึง 100% และกระทบกำไรสุทธิอย่างมาก

มาดูราคากันบ้างว่าน่าสนใจมากน้อยเพียงใด

หากเราเข้าไปดูในเวปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์จะเห็น PE ปัจจุบันอยู่ราวๆ 26-29 เท่า ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม

แต่ถ้าคำนวนกับกำไรสุทธิปี 2561 PE ก็จะลดลงเหลือเพียง 13 เท่า (ราคา ณ วันที่ 1/2/2562) ทำให้ดูแล้วไม่แพงไปเลย

ท้ายที่สุดก็ยังมีความเสี่ยงอีกเรื่องหนึ่งคือการเพิ่มทุน

บริษัทตั้งเป้าหมาย D/E ไว้อยู่ไม่เกิน 5 เท่า ซึ่งปัจจุบันก็เข้าใกล้มากแล้ว ทำให้ในปี 2561 บริษัทมีการเพิ่มทุนขึ้นเป็นสัดส่วน 2 หุ้นเก่าต่อ 1 หุ้นใหม่

แต่เนื่องจากมีการจัดตั้งธุรกิจกับบริษัท 9F เข้ามาระหว่างทางทำให้บริษัทตัดสินใจที่ยังไม่ดำเนินการเพิ่มทุน ซึ่งนักลงทุนที่ได้จองสิทธิแล้ว จะยังไม่ชำระเงินเพราะบริษัทเลื่อนวันชำระเงินออกมา

ในปี 2562 นี้ก็น่าจะมีการประกาศอย่างชัดเจนว่าจะชำระเงินเพิ่มทุนเมื่อไหร่ และเมื่อเพิ่มทุนแล้วก็จะทำให้หุ้น GCAP นั้น dilute ไปถึง 33% คิดง่ายๆว่าถ้าปัจจุบัน PE 13 เท่า เมื่อเพิ่มทุนแล้วจะทำให้ PE เป็น 19.5 เท่า

ทำให้จะหุ้นที่ดูเหมือนจะไม่แพงกลายเป็นหุ้นที่มีราคาเริ่มแพงไปในทันที ซึ่งนักลงทุนที่สนใจจะต้องระวังว่าบริษัทจะสามารถเติบโตตาม PE ได้ทันหรือเปล่า


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ผมเคยได้สรุปความน่าสนใจของกองทุนประเภท Property Fund, REIT, Infrastructure Fund ไว้ในบทความก่อนหน้านี้ เลือกหุ้นให้พ่…