ประสบการณ์ กับดัก PE ต่ำ ปันผลสูง หุ้น LHK

ประสบการณ์ กับดัก PE ต่ำ ปันผลสูง หุ้น LHK

ผมเคยเล่าประสบการณ์ลงทุนที่ผิดพลาดไปซึ่งมี 2 เคสด้วยกันคือ BIG และ PTG

แต่ส่วนที่จะเล่าในตอนนี้จะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ทำให้นักลงทุนแนว VI เจ็บตัวกันมากที่สุด และนั่นก็คงจะหนีไม่พ้นหุ้น PE ต่ำ ปันผลสูง

ตำราการลงทุนแนวพื้นฐานส่วนใหญ่นั้นจะสอนให้นักลงทุนเน้นการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่ไม่แพง และถ้ามีปันผลสูงแล้วละก็ยิ่งจะทำให้นักลงทุนได้อุ่นใจมากขึ้น

แต่ในโลกความจริงนั้น ถึงแม้การลงทุนจะเป็นเรื่องที่เรียบง่ายแต่การประสบความสำเร็จในการลงทุนกลับเป็นเรื่องที่ยาก

บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (LHK) เป็นหนึ่งในหุ้นที่ทำให้ผมเองได้มีประสบการณ์โดยตรงกับหุ้น PE ต่ำ ปันผลสูง

LHK เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจหลักเกี่ยวกับเหล็ก Stainless Aluminuim ที่จะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เกือบทั้งหมดจะขายภายในประเทศ

โดยหมวดหมู่อุตสาหกรรมแบ่งเป็น ยานยนต์ 40% (รถยนต์ จักรยานยนต์) เครื่องใช้ไฟฟ้า 20% (หม้อหุงข้าว ตู้เย็น) และก่อสร้าง 20% (ราวบันได ลิฟต์ บันไดเลื่อน)

ซึ่งเราจะเห็นว่าจริงๆแล้วบริษัทก็มีการกระจายตัวของอุตสาหกรรมพอใช้ได้ หากอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ดี ก็ยังมีอุตสาหกรรมอื่นๆเข้ามาช่วยประคองผลประกอบการได้บางส่วน

การที่บริษัท LHK นั้นไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ แต่เป็นเพียง Supplier ในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรม ทำให้ธรรมชาติของธุรกิจนั้นจะไม่สามารถทำกำไรสูงๆได้ เพราะลูกค้าจะมีอำนาจต่อรองค่อนข้างมาก

อีกเรื่องที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าธุรกิจประเภทนี้มีความเป็นวัฏจักรพอสมควร ดังนั้นเป็นเรื่องปกติของบริษัทที่จะมีช่วงขาขึ้นและขาลงของผลประกอบการ

ในช่วงปี 2559-2561 ถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นของบริษัท โดยกำไรสุทธิเติบโตจาก 97 ล้านบาท ในปี 2559 มาเป็น 208 ล้านบาทในปี 2561

ซึ่งถ้าดูผลประกอบการย้อนหลังไปแล้วเราจะพบว่าในปี 2559 นี่เองที่เป็นจุดต่ำสุดของบริษัทสำหรับวัฏจักรในรอบก่อน

LHK ก็ถือเป็นผู้เล่นหนึ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นกัน ดังนั้นเมื่อผลประกอบการของบริษัทอื่นออกมาดูดี ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยากว่า LHK ก็น่าจะดีด้วยเช่นกัน

ราคาหุ้นของบริษัท LHK ขึ้นมาจากจุดต่ำสุดราว 2.6 บาท ในช่วงปี 2558 ขึ้นมาถึง 4.7 บาท ในช่วงปี 2560 คิดเป็นผลตอบแทน 80% ในระยะเวลาเพียง 2 ปี ไม่รวมปันผล นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีมากพอสมควร

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมสนใจ LHK อยู่ช่วงปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงเกือบปลายวัฏจักรขาขึ้นของบริษัทพอดี

ในช่วงนั้นผลประกอบการของบริษัทที่เป็น Supplier ในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างค่อยๆทยอยออกมาโดยที่มีการเติบโตของกำไรสุทธิค่อนข้างน่าพอใจ

แม้ว่า LHK จะไม่สามารถเติบโตได้มากนัก แต่ในแง่การลงทุนก็ยังมีความน่าสนใจฐานะการเงินของบริษัทค่อนข้างดี และผู้บริหารมักจะกล่าวถึงการลดต้นทุนเสมอ ซึ่งสงผลให้บริษัทมีหนี้สินค่อนข้างน้อยและมีต่ำทุนที่แข่งขันในตลาดได้อย่างยาวนาน

ประกอบกับในช่วงนั้นบริษัทมี PE ต่ำเพียง 8 เท่า และปันผลสูงถึง 9% ทำให้ผมค่อนข้างสบายใจในการซื้อหุ้น LHK พอสมควร

ผมเข้าซื้อหุ้น LHK ครั้งแรกที่ราคา 4.7 บาท ช่วงปลายปี 2560 โดยความคาดหวังคือการฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมยานยนต์ และในขณะเดียวกันยังมีปันผลที่มากพอสมควรทำให้ความเสี่ยงของการลงทุนลดลง

การลงทุนครั้งนี้ผมถือหุ้นไว้ไม่นานนักก็เกิดสัญญานที่เริ่มไม่ดีขึ้นกับ LHK

ผลประกอบการช่วงต้นปี 2561 ออกมาปรากฏว่ากำไรและ Margin ของบริษัทเริ่มมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงเป็นไตรมาสแรก ซึ่งสัญญานนี้เองทำให้ผมระมัดระวังมากขึ้นต่อการลงทุน แต่ก็ยังไม่ได้ขายหุ้นออกไป

ต่อมาเมื่อผลประกอบการของช่วงเดือน 6 ออกมาก็เป็นอีกไตรมาสที่แนวโน้มดูชะลอตัวลงติดต่อกับเป็นครั้งที่ 2 ทำให้วันต่อมาหลังจากงบออกผมตัดสินใจขายหุ้นออกมาทั้งหมด

ผมขายหุ้นไปในราคาประมาณ 4.7 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เท่ากับต้นทุน ทำให้ตัดสินใจขายได้ไม่ยากมากนัก ประกอบกับในระหว่างที่ถือหุ้นผมก็ได้ปันผลมาแล้วครั้งหนึ่งทำให้ท้ายที่สุดแล้วการลงทุนครั้งนี้ผมได้กำไรบ้างนิดหน่อย

ตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วที่ผมได้ขายหุ้นออกไป และ 2 ไตรมาสล่าสุดบริษัทก็มีกำไรสุทธิที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นไปตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้

เทียบกำไรสุทธิในแต่ละไตรมาส

1Q2561 - 46 ลบ.
2Q2561 - 56 ลบ.
3Q2561 - 53 ลบ.

1Q2562 - 43 ลบ.
2Q2562 - 37 ลบ.
3Q2562 - 32 ลบ.

จะสังเกตุว่ากำไรสุทธิในแต่ละไตรมาสของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ซึ่งการตัดสินใจขายในครั้งนั้นถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะผมได้วิเคราะห์แล้วพบว่าบริษัทที่เข้าข่ายวัฏจักรและไม่ได้มีอำนาจการต่อรองมากนักจะไม่สามารถรักษาผลประกอบการที่ดีเอาไว้ได้นาน

หลังจากผมได้ขายหุ้นออกไปและผลประกอบการงวดต่อมาได้เปิดเผยกำไรที่ลดลงอย่างมานัยสำคัญ ราคาหุ้นก็ปรับตัวจาก 5 บาท ลงเหลือเพียง 3.7 บาทเท่านั้น คิดเป็นการลดลงมากถึง 25% ภายในระยะเวลาไม่นานนัก

ประสบการณ์ในครั้งนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่สำคัญที่สอนให้ได้รู้ว่าหุ้นประเภทวัฏจักรเราจะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดมาก เพราะในขณะที่มันสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงได้ แต่มันก็สามารถทำให้เราขาดทุนได้ง่ายๆเช่นกัน

ปันผลที่ดูเหมือนจะสูงในอดีตไม่สามารถชดเชยกับความผิดพลาดหากลงทุนผิดช่วงวัฏจักร เพราะเมื่อเข้าสู่ขาลง ปันผลก็จะลดลงตามกำไรที่มีแนวโน้มที่ลดลงเช่นกัน

ถึงแม้ผลประกอบการจะเริ่มแย่ลง แต่จริงๆแล้วพื้นฐานของบริษัทนั้นยังดีอยู่มาก

ส่วนตอนนี้ก็คงต้องรอให้บริษัทผ่านพ้นช่วงขาลงไปก่อน บางทีเราอาจจะได้เจอกันอีกทีตอนขาขึ้นรอบต่อไป


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ผมเคยได้สรุปความน่าสนใจของกองทุนประเภท Property Fund, REIT, Infrastructure Fund ไว้ในบทความก่อนหน้านี้ เลือกหุ้นให้พ่…