ประเมินมูลค่าบทที่ 5 - ค่า Beta คืออะไร?

ประเมินมูลค่าบทที่ 5 - ค่า Beta คืออะไร?

Video ตัวเต็ม: https://goo.gl/PXgtH4

อันที่จริงแล้วเพียงแค่ค่า Risk Free Rate และ Equity Risk Premium ก็พอเพียงแล้วสำหรับการหาผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้นที่มีความเสี่ยงในเกณฑ์ปกติ

แต่ถ้าความเสี่ยงของหุ้นนั้นไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวนั้นๆเสี่ยงมากกว่าหรือน้อยกว่าปกติเท่าไหร่?

Beta คือคำตอบ

การหาความเสี่ยงโดยการเปรียบเทียบนั้นทำได้หลาย Model เช่น CAPM, APM, Debt Cost Based, Proxy Measures, Balance Sheet Ratio, Accounting Earning Beta, Price Variance Model และอื่นๆอีกมาก

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็จะมี Model ที่ยึดราคาหุ้นเป็นพื้นฐาน และ Model ที่ยึดงบการเงินของบริษัทเป็นพื้นฐาน แต่ทั้งหมดนั้นก็พยายามที่จะเปรียบเทียบความเสี่ยงนั่นเอง

CAPM

ในตำรา Finance คือการหาความสัมพันธ์ของผลตอบแทนตลาดและผลตอบแทนของหุ้น จะได้ความชันของเส้นตรง ความชันนั้นคือ Beta แต่วิธีนี้ไม่ค่อยดี และ Error เฉลี่ยของวิธีนี้คือ 0.20 (แปลว่า บางครั้งจะได้ error สูงถึง 0.40 และต่ำสุดคือ 0.00 ทำให้เฉลี่ยเป็น 0.20)

เช่น Coca Cola มี beta 1.10 ถ้ามี Error เฉลี่ยที่ 0.20 แปลว่า beta ของจริงอาจจะต่ำถึง 0.70 (1.10 - 0.40) หรือ สูงถึง 1.50 (1.10 + 0.40) ก็ได้

หากจะคิด Beta มี 3 ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงมากกว่า

  1. บริษัททำอะไร บริษัทอยู่อุตสาหกรรมแบบไหน เช่น ถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่จำเป็นต่อลูกค้าอาจให้ Beta สูง
  2. บริษัทมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายอย่างไร เช่น หากมี Fix Cost สูง ก็ให้ Beta สูง
  3. บริษัทมีเงินกู้เท่าไหร่ ถ้าดอกเบี้ยจ่ายสูง ก็ให้ Beta สูง

ตัวอย่าง Bottom Up Beta

  1. ธุรกิจเกี่ยวกับเหล็กและเคมี
  2. หา Beta เชิงความสัมพันธ์เฉลี่ยของอุตสาหกรรมเหล็กและเคมีจากตลาดหุ้น แต่เพราะหนี้สามารถมีผลกับ Beta ได้ จึงควรคำนวนและหักลบหนี้ของบริษัทออกไป
  3. หารายได้เฉลี่ยของทุกบริษัทในอุตสาหกรรม
  4. หาหนี้สินของบริษัท ใช้ D/E ก็ได้
  5. เมื่อหาทั้งหมดแล้วเข้าสมการก็จะได้ Beta ของบริษัทนั้น
    มีตัวอย่างการหาในคลิป อาจารย์พูดได้เข้าใจมาก

จริงๆแล้ว สิ่งที่พยายามทำคือการหา beta เฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรม

ข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกันการหาค่า beta เชิงความสัมพันธ์คือ

  1. ทำให้ได้ความแม่นยำมากกว่า
  2. บริษัทที่ไม่มีข้อมูลเชิงสัมพันธ์ก็สามารถหา Beta ได้
  3. บริษัทที่ไม่ได้เป็นมหาชนก็สามารถหา Beta ได้

สรุป

Beta คือการเปรียบเทียบความเสี่ยง แปลว่าหากไม่ใช้ beta ก็ต้องหาวิธีอื่นมาเปรียบเทียบ

เป็นสิ่งจำเป็นเพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ Discount Rate คำนวนโดยความเสี่ยงที่เท่ากัน ทั้งที่จริงๆแล้วแต่ละบริษัทมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary