การลงทุนแบบเน้นคุณค่า VI ตอนที่ 2: ดูงบการเงินอย่างง่าย

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า VI ตอนที่ 2: ดูงบการเงินอย่างง่าย

เมื่อตอนที่แล้ว ธุรกิจที่ดีคืออะไร? เราได้รู้กันไปแล้วว่าการลงทุนเน้นคุณค่าคือ

1) ซื้อกิจการที่ดี
2) ในราคาที่เหมาะสม

และเรายังได้รู้ถึงการสังเกตกิจการที่ดีว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง

แต่สิ่งสำคัญคือ อะไรจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าธุรกิจที่เราคาดว่าดีนั้น จะดีอย่างที่เราคิดจริงหรือเปล่า?

คำตอบคือ นักลงทุนทุกคนควรใช้งบการเงินในการชี้วัดว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นถูกต้องหรือไม่ หากเราคาดว่าธุรกิจนั้นดีก็จะต้องมีงบการเงินที่ดีด้วยเช่นกัน

งบการเงินแท้จริงแล้วมีความซับซ้อนพอสมควร และสำหรับมือใหม่ที่หัดอ่านงบการเงินมีโอกาสท้อแท้ก่อนได้

แต่เราลองมาดูงบการเงินแบบง่ายๆกันว่านักลงทุนควรจะเริ่มดูงบการเงินจากอะไร

อ่านเพิ่มเติม 5 อัตราส่วนการเงิน ที่นักลงทุนต้องรู้

  1. กำไร กำไร กำไร!

    แน่นอนว่าบริษัทที่ดีจะต้องทำธุรกิจแล้วมีกำไร หากบริษัทขาดทุนโดยเฉพาะการขาดทุนอย่างต่อเนื่องนั่นก็หมายความว่าเราควรถอยออกให้ห่างเข้าไว้

    และหากเป็นบริษัทที่ดีจริงๆ กำไรจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และในอนาคตก็ยังจะสามารถเพิ่มขึ้นต่อไปได้

    ปัจจัยที่จะสามารถทำให้กำไรเติบโตต่อไปได้มาจากปัจจัยเชิงคุณภาพ เช่นแผนธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันที่เหนือคู่แข่ง เป็นต้น

    ให้นักลงทุนสังเกตจาก กำไรต่อหุ้น (EPS) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการลงทุน จงจำไว้ว่าหากบริษัทที่เราลงทุนทำธุรกิจประสบความสำเร็จและมีกำไรเพิ่มขึ้น การลงทุนของเราก็จะประสบความสำเร็จ

  2. มีเงินสดเข้ากระเป๋า

    ธุรกิจที่ดีจะต้องทำแล้วมีเงินสดเข้ากระเป๋า บางครั้งธุรกิจสามารถมีกำไรแต่ไม่มีเงินสดได้เช่นกันเพราะรายได้เกิดขึ้นจากเงินเชื่อ ไม่ใช่เงินสด

    หากทำธุรกิจแล้วได้รับแต่เงินเชื่อ บริษัทก็จะไม่มีเงินสดในการใช้จ่ายต่างๆเพื่อดำเนินธุรกิจ หากบริษัทต้องการเงินหมุนก็จำเป็นต้องไปกู้ยืมเพื่อนำเงินสดมาใช้จ่ายก่อน บริษัทที่ดีจะต้องมีความสามารถในการเก็บเงินสด

    ลองคิดง่ายๆว่าหากวันนี้เราเปิดร้านอาหาร เราอยากให้ลูกค้าชำระเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตมากกว่ากัน? หากลูกค้าใช้บัตรเครดิต เราก็จะต้องรอจนกว่าธนาคารจะโอนเงินสดมาให้เรา

    นักลงทุนสามารถสังเกตได้จากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในงบการเงิน (CFO) บริษัทจะต้องมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่องเพื่อสะท้อนถึงสุขภาพการเงินของบริษัท

  3. มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

    เราควรมองหาบริษัทที่บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพหมายถึงอะไร?

    นอกจากบริษัทจะสามารถทำกำไรได้สูงแล้ว บริษัทควรมีความสามารถในการนำกำไรหรือเงินลงลงทุนไปต่อยอดให้ได้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้น อย่างน้อยควรจะต้องดีกว่านักลงทุนนำไปลงทุนเอง

    ถ้าบริษัทไม่สามารถสร้างผลตอบแทนต่อเงินลงทุนได้ดี บริษัทก็ควรปันผลออกมาให้ผู้ถือหุ้นนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นจะดีกว่า

    เราสามารถดูประสิทธิภาพในการใช้เงินของบริษัทจากอัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ซึ่งบริษัทที่แข็งแกร่งมากจะสามารถรักษาอัตราส่วนไว้ได้มากกว่า 15% อย่างต่อเนื่อง

    หากอัตราส่วนอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าบริษัทสามารถบริหารเงินลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนได้ดี และอนาคตบริษัทก็ควรทำได้ดีต่อไปเช่นกัน

  4. หนี้สินอย่าเยอะ!

    บริษัทที่ดีเยี่ยมไม่จำเป็นต้องกู้หนี้เยอะเพื่อดำเนินธุรกิจ เพราะธุรกิจที่จำเป็นต้องกู้เยอะเพื่อดำเนินธุรกิจก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงเช่นกัน และจำนวนดอกเบี้ยเมื่อคิดทบต้นหลายปีแล้วถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล

    บางครั้งหนี้สินอาจจะจำเป็นสำหรับเงินหมุนภายในบริษัทหรือเพื่อแข่งขันกับผู้เล่นอื่น แต่หากเยอะเกินไปก็ต้องระวังให้มาก

    ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น การกู้หนี้เยอะเพื่อเติบโตอาจจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้สูงมาก แต่ควรระวังเมื่อสภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป บริษัทที่มีหนี้เยอะจะมีปัญหาในการชำระคืนหนี้ และหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็เสี่ยงถูกฟ้องล้มละลาย

    นักลงทุนควรสังเกตอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) บริษัทที่ดีเยี่ยมอาจจะสามารถสร้างหนี้ได้สูงเพราะมีกระแสเงินสดดีและได้ดอกเบี้ยต้นทุนต่ำ ส่วนบริษัทที่ยังไม่แข็งแกร่งมากก็ไม่ควรเกินกว่า 1 เท่า หากมากกว่านี้ควรระวัง (ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯและการเงินไม่สามารถวัด D/E ได้)

ธุรกิจที่ดีควรมีครบทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงปริมาณ หากครบทั้ง 2 ข้อหมายความว่าเข้าข่ายเป็นบริษัทที่สามารถลงทุนระยะยาวได้

แต่... อย่าลืมว่าการลงทุนเน้นคุณค่าคือ "การซื้อบริษัทที่ดี" และ "ในราคาที่เหมาะสม" นั่นหมายความว่าเราจะต้องตรวจสอบก่อนลงทุนเสมอว่าราคาสมเหตุสมผลหรือไม่

เพราะความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่พลาดไม่ได้มาจากการวิเคราะห์บริษัท แต่เป็นการซื้อธุรกิจในราคาที่แพงเกินไปต่างหาก!


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary