การลงทุนแบบเน้นคุณค่า VI ตอนที่ 3: ราคาที่เหมาะสม

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า VI ตอนที่ 3: ราคาที่เหมาะสม

หลังจากที่ได้เรียนรู้ไปแล้วว่า 1. ธุรกิจที่ดีคืออะไร? และ 2. ดูงบการเงินอย่างง่าย เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการวัดความแข็งแกร่งของบริษัท

ความจริงแล้วนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้พลาดในเรื่องการวิเคราะห์ตัวธุรกิจและบริษัทเท่าไหร่นัก แต่ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการซื้อในราคาที่แพงเกินไป

ดังนั้นในตอนนี้เราควรจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการหาราคาที่เหมาะสมแบบเบื้องต้น ก่อนที่เราจะเริ่มลงสนามจริง

ทำไมต้องราคาเหมาะสม?

เราไม่สามารถลงทุนในบริษัทได้ในทุกราคา เพราะอนาคตมักมีความเสี่ยงซ้อนอยู่ และหากความเสี่ยงได้เกิดขึ้นจริง การลงทุนของเราก็มีโอกาสเสียหาย

การเข้าซื้อในราคาที่เหมาะสมอาจจะไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงของบริษัท แต่มันสามารถช่วยลดความเสียหายของการลงทุนของเราหากบริษัทเกิดผิดพลาดได้

ก่อนอื่นเราจะต้องแบ่งบริษัทออกเป็น 3 หมวดหมู่หลักก่อน

  1. บริษัทโตเร็ว
  2. บริษัทโตช้าลงหน่อย
  3. บริษัทโตช้า

ต้องเน้นย้ำว่าส่วนนี้มีความสำคัญมาก เพราะบริษัทในแต่ละหมวดหมู่จะต้องใช้วิธีประเมินมูลค่าที่ต่างกัน หากใช้วิธีผิดก็จะทำให้เรามีโอกาสขาดทุนได้สูง

  1. บริษัทโตเร็ว (Growth Stock) ที่มีการเติบโตของรายได้หรือกำไรมากกว่า 10% - 12% ต่อปี การเติบโตนี้อาจเกิดจากการขยายตลาด การขยายสาขา การออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

    หุ้นประเภทนี้มักมีราคาค่อนข้างสูงอยู่ตลอดเวลา วิธีที่นักลงทุนนิยมใช้ประเมินมูลค่าคือ PE / Growth (PEG) คือการนำ PE ของหุ้นมีเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไรที่ผ่านมา

    PEG ที่เราสามารถลงทุนได้ควรจะต้องมีค่าน้อยกว่า 1 หากสูงกว่านั้นก็จะต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุน

    ข้อจำกัดคือค่า PE และ Growth ที่เราได้มานั้นเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้นนักลงทุนที่ใช้วิธีนี้ในการคำนวณ ควรระมัดระวังหากอนาคตของบริษัทไม่ได้เป็นอย่างที่คาด

  2. บริษัทโตช้าลงหน่อยแต่แข็งแกร่ง (Asset Stock) มีการเติบโตของรายได้หรือกำไรไม่เกิน 10% - 12% ต่อปี

    บริษัทประเภทนี้จริงๆแล้วเคยเป็นบริษัทเติบโตมาก่อน แต่เมื่อขนาดบริษัทเริ่มใหญ่ขึ้น การเติบโตก็จะช้าลงเพราะฐานกำไรสูงขึ้นทุกๆปี ดังนั้นเมื่อเติบโตช้าลง บริษัทก็จะกลายสภาพมาเป็นบริษัทประเภทนี้

    วิธีการประเมินมูลค่าบริษัทประเภทนี้ไม่ยากมากนัก เราสามารถใช้ราคาปัจจุบันมาเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นได้ Price / Book Value (P/BV)

    หากได้ค่าออกมาน้อยกว่า 1 ถือว่ามีความน่าลงทุนพอสมควร ความหมายคือราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนเพียงส่วนทุนของบริษัท ยังไม่ได้สะท้อนถึงความสามารถของผู้บริหารและความสามารถในการแข่งขัน

    แต่ส่วนใหญ่ในภาวะปกติ บริษัทที่ดีนั้นมักจะมี P/BV มากกว่า 1 เสมอ ซึ่งเราสามารถลงทุนได้ก็ต่อเมื่อบริษัทมี ROE ที่สูงขึ้น

    สูตรคำนวณง่ายๆคือ ROE 6% มีค่าเท่ากับ P/BV 1 เท่า ดังนั้นราคาหุ้นที่ควรจะเป็นก็ควรจะอ้างอิงกับอัตราส่วนดังกล่าว

  3. บริษัทเติบโตน้อย (Dividend Stock) ซึ่งการเติบโตของบริษัทน้อยมากจนอาจทำให้เงินลงทุนของนักลงทุนไม่สามารถเติบโตได้

    ดังนั้นการลงทุนในบริษัทประเภทนี้ควรหวังปันผลไม่ใช่การเติบโตของเงินลงทุน

    การประเมินมูลค่าบริษัทประเภทนี้ง่ายที่สุด สิ่งที่เราต้องทำคือนำปันผลต่อหุ้นมาเทียบอัตราส่วนกับราคาหุ้นปัจจุบัน Dividend Per Share / Price

    ปันผลที่เราควรคาดหวังคือมากกว่า 5% ขึ้นไปสำหรับบริษัทประเภทนี้ เพราะหากต่ำกว่านี้ การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้หรืออื่นๆ อาจจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจในความเสี่ยงที่ต่ำกว่า และเพื่อป้องกันความเสี่ยงในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

    ข้อควรระวังคือนักลงทุนจะต้องนำปันผลจากการดำเนินงานปกติของบริษัทมีคำนวณเท่านั้น หากปีล่าสุดมีปันผลที่สูงกว่าปกติให้นักลงทุนใช้ปันผลปีก่อนหน้าแทน

การประเมินมูลค่ามีวิธีการซับซ้อนมากกว่านี้อีกมาก แต่สำหรับผู้เริ่มต้น เพียงแค่ 3 วิธีดังกล่าวก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ด้วยตัวเองแล้ว

ต้องเน้นย้ำตัวหนาว่า การประเมินมูลค่าวิธีเหล่านี้จะใช้ได้เฉพาะกับบริษัทที่ผ่านปัจจัยเชิงคุณภาพและปริมาณเรียบร้อยแล้วเท่านั้น หากผิดขั้นตอนก็จะทำให้ขาดทุนได้ง่ายๆ

หลักการที่สำคัญในการลงทุนคือจะต้องไม่ขาดทุน และการคัดกรองบริษัทให้ผ่านทุกข้อก่อนการลงทุนจะช่วยเราได้มาก หรือหากผิดพลาดเราก็จะเสียหายในวงจำกัด


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary