วิเคราะห์ธุรกิจโรงพยาบาลฉบับเบื้องต้น - SWOT, 5 Force

วิเคราะห์ธุรกิจโรงพยาบาลฉบับเบื้องต้น - SWOT, 5 Force

โรงพยาบาลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากประชากรที่แก่ตัวลง และนอกจากนี้ค่ารักษาพยาบาลยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น

โดยธรรมชาติแล้วโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่มีอำนาจการต่อรองกับผู้ป่วยสูง และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมี ดังนั้นมูลค่าที่นักลงทุนให้กับบริษัทในอุตสาหกรรมนี้จึงอยู่ในระดับที่สูงตลอดเวลา

โรงพยาบาลสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบหลัก

  1. โรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีจำนวนเตียงผู้ป่วยมากกว่า 200 เตียง มักตั้งอยู่ใน
    กรุงเทพฯ และปริมณฑล และหัวเมืองหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของ ประชากรที่มีกำลังซื้อปานกลาง - สูง ทั้งผู้ป่วยคนไทยและต่างชาติ ปัจจุบันมีจำนวน 30 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของจำนวนโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด แต่
    โรงพยาบาลกลุ่มนี้มีจำนวนเตียงผู้ป่วยรวมถึง 28% ของจำนวนเตียงทั้งหมด หรือมี จำนวนประมาณ 9,500 เตียง บ่งชี้ถึงความสามารถในการให้บริการผู้ป่วย และ โอกาสการรับรู้รายได้ที่สูง

  2. โรงพยาบาลขนาดลาง มีจำนวนเตียงผู้ป่วย 31 - 200 เตียง มีจำนวนประมาณ
    240 แห่ง สัดส่วน 72% มีจำนวนเตียงรวมประมาณ 23,500 เตียง สัดส่วน 70%

  3. โรงพยาบาลขนาดเล็ก มีจำนวนเตียงผู้ป่วย 1-30 เตียง มีจำนวนประมาณ 60
    แห่ง มีจำนวนเตียงประมาณ 1,100เตียง สัดส่วน 17.6% และ 3.2% ตามลำดับ

นอกจากขนาดแล้ว ขอบเขตพื้นที่การให้บริการของโรงพยาบาลยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ 1) โรงพยาบาลชุมชน 2) โรงพยาบาลอินเตอร์

ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนจะหมายถึงโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยเพียงในบริเวณทำเลของโรงพยาบาลนั้นๆ ส่วนโรงพยาบาลอินเตอร์นั้นจะสามารถรองรับผู้ป่วยที่มาจากหลากหลายภูมิภาคมากขึ้นรวมถึงจากต่างประเทศด้วย สาเหตุเพราะมีความสามารถในการรักษาโรคที่ซับซ้อนได้ แตกต่างจากโรงพยาบาลชุมชนที่ทำได้เพียงโรคพื้นฐานเท่านั้น

ในการวิเคราะห์ โรงพยาบาลชุมชนนั้นมีข้อจำกัดในการมาใช้บริการของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคธรรมดาก็จะเข้ามาใช้โรงพยาบาลภายในชุมชน เหตุผลเพราะมีความคุ้นเคยอยู่แล้วและเดินทางได้สะดวก

แต่หากโรคนั้นมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้ป่วยก็จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อินเตอร์มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายก็จะมากขึ้นตามความซับซ้อนของโรค ดังนั้นโรงพยาบาลอินเตอร์โดยปกติแล้วจะสามารถทำกำไรได้สูงกว่า

กลุ่มลูกค้าของธุรกิจโรงพยาบาลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

  1. กลุ่มลูกค้าบริษัทคู่สัญญา (Corporate)

    กลุ่มผู้ใช้บริการท่ีเป็นพนักงานของบริษัทคู่สัญญาที่ทําข้อตกลงให้พนักงานในบริษัทมาใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลได้ โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่ารักษาตามเงื่อนไขท่ีกำหนด

  2. กลุ่มลูกค้าบริษัทประกัน (Insurance)

    กลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นพนักงานของบริษัทที่มอบสวัสดิการให้แก่พนักงาน เพื่อมารับการรักษาพยาบาลท่ีโรงพยาบาลโดยใช้ประกันสุขภาพ ซ่ึงบริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินและเง่ือนไขของกรมธรรม์ท่ีบริษัทจัดทำให้

  3. กลุ่มลูกค้าทั่วไป (Self-pay)

    กลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไปที่ชําระคํารักษาพยาบาลด้วยตัวเอง ทั้งในรูปแบบของการใช้ ประกันส่วนตัวหรือเงินสด โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้บริการที่มีถิ่นพํานักอาศัยในบริเวณใกล้โรงพยาบาลฯ กลุ่มผู้ใช้บริการที่อยู่ห่างออกไปที่มั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานการรักษาของโรงพยาบาล รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการที่ได้รับ การส่งต่อมารักษาจากโรงพยาบาลอื่นๆ

ส่วนระดับของรักษาสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน

  1. Primary

    คือโรคในระดับพื้นฐานที่เราพบกันอยู่เป็นประจำ เช่น อาการหวัดทั่วไป ท้องเสีย ติดไวรัส กล้ามเนื้ออักเสบ เป็นต้น

  2. Secondary

    หากโรคนั้นมีความรุนแรงมากกว่าปกติ ผู้รักษาจะทำการส่งต่อมายังผู้ที่เชี่ยวชาญมากขึ้น โรคระดับนี้จะต้องรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง เป็นต้น

  3. Tertiary

    เป็นระดับที่จะต้องได้รับการรักษาด้วยความเชี่ยวชาญระดับสูงและเครื่องมือเฉพาะทาง เช่น โรคที่จำเป็นต้องการศัลยกรรม การฟอกเลือด การฟอกไต เป็นต้น

ตัวเลขที่สำคัญในการวิเคราะห์ธุรกิจโรงพยาบาล

  1. Capacity IPD/OPD

    IPD (Inpatient Department) คือผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลที่จำเป็นจะต้องอยู่ค้างที่โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วน OPD (Outpatient Department) คือผู้ป่วยภายนอกที่เมื่อรับการรักษาแล้วไม่จำเป็นต้องพักที่โรงพยาบาล

    Capacity ของ IPD คือจำนวนเตียงผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสามารถรองรับได้ ส่วนสำหรับ Capacity ของ OPD คือปริมาณที่โรงพยาบาลสามารถรับผู้ป่วยนอกได้

    ดังนั้นตัวเลขนี้จึงสำคัญสำหรับการวิเคราะห์โรงพยาบาลว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร โรงพยาบาลที่มีแนวโน้ม Capacity เพิ่มก็จะมีแนวโน้มสามารถสร้างรายได้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ IPD หรือ OPD ก็ตาม IPD โดยทั่วไปแล้วจะสามารถสร้างรายได้สูงกว่า OPD เนื่องจากการที่ผู้ป่วยนอนพักที่โรงพยาบาลจะทำให้เกิดค่าห้องและค่าบริการพิเศษ

    การเพิ่ม Capacity สามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงอาคารให้รองรับได้มากขึ้น การเข้าซื้อโรงพยาบาลอื่น หรือการสร้างโรงพยาบาลใหม่ ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบก็จะมีต้นทุนต่างกัน

    การปรับปรุงอาคารจะทำให้ Capacity เพิ่มโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักทำให้ค่าเสื่อมเพิ่มไม่มาก ส่วนการเข้าซื้อโรงพยาบาลก็จะต้องลงทุนสูงแต่ก็สามารถรับรู้รายได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอ และการสร้างโรงพยาบาลใหม่จะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างเสร็จและมีผู้ใช้บริการจนถึงจุดคุ้มทุน

  2. Occupancy rate IPD/OPD

    คือการดูอัตราการใช้งานของโรงพยาบาล ยิ่งอัตราการใช้งานทั้ง IPD/OPD สูงเท่าไหร่ หมายความว่าความคุ้มค่าของการให้บริการมีสูงขึ้น แนวโน้มของอัตราการใช้งานควรจะสูงขึ้นในระยะยาว

    ปกติแล้วโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูง เช่น ค่าเสื่อมอาคารและเงินเดือนพนักงาน ทำให้โรงพยาบาลจำเป็นต้องมีอัตราการใช้งานถึงระดับหนึ่งก่อนถึงจะคุ้มต้นทุนการให้บริการ

การวิเคราะห์ 5 Forces

  1. Threat of New Entrants หรือภัยคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่

    โรงพยาบาลเป็นธุรกิจลงทุนสูงและมีต้นทุนในการให้บริการสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ผู้เล่นรายเล็กๆจะเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรม ทั้งยังมีเรื่องของมาตรฐานและกฏเกณฑ์ของภาครัฐในการควบคุมโรงพยาบาลอีกด้วย

    อีกส่วนที่สำคัญคือเรื่องของทำเล ธรรมชาติของธุรกิจโรงพยาบาลจะมีความได้เปรียบหรือเสียเปรียบเกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้งพอสมควร โรงพยาบาลที่เริ่มก่อนและมีทำเลที่ดีกว่าจะได้เปรียบทั้งในแง่ของการเดินทางและมีชื่อเสียงที่ดีกว่า

  2. Power of Suppliers หรืออำนาจต่อรองของผู้จัดหา Supply

    Supply ที่สำคัญสำหรับโรงพยาบาลคือเวชภัณฑ์และยา

    สำหรับเวชภัณฑ์ โรงพยาบาลมีอำนาจต่อรองพอสมควรเนื่องจากเวชภัณฑ์บางครั้งเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ทำให้โรงพยาบาลสามารถเลือกต่อรองราคาได้ แต่แนวโน้มที่จะย้ายเจ้าจะมีไม่มาก เนื่องจากมีความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัย

    ส่วนอำนาจการต่อรองของบริษัทยาจะอยู่กลางๆ เนื่องจากยาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วย ดังนั้นทั้งโรงพยาบาลและบริษัทยาจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

  3. Power of Buyers หรืออำนาจต่อรองของลูกค้า

    เนื่องจากการรักษาเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้นผู้ป่วยจึงมีอำนาจการต่อรองที่ต่ำ ถึงแม้บางครั้งจะสามารถเลือกโรงพยาบาลได้หากเป็นโรคทั่วไป แต่หากเป็นโรคที่ซับซ้อนขึ้น ผู้ป่วยจะมีทางเลือกจำกัด

    ผู้ป่วยมีทางเลือกไม่มากนักในการเข้ารับการรักษาโรค และเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแล้วผู้ป่วยจะไม่สามารถต่อรองราคาค่ารักษาพยาบาลได้ เนื่องจากผู้ป่วยได้ตัดสินใจรักษาไปแล้วและจำเป็นที่จะต้องชำระค่าบริการ

    ในกรณีที่เศรษฐกิจไม่ดีและกำลังซื้อน้อยลง โรงพยาบาลก็อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่อย่างไรก็ตามธรรมชาติของผู้ป่วยยังจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเช่นเดิม

  4. Availability of Substitutes หรือภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

    ตัวเลือกอื่นๆนอกเหนือจากโรงพยาบาลมีอยู่บ้าง เช่น คลินิก หรือ ร้านยา ซึ่งปัจจัยหลักที่แข่งขันกันเป็นเรื่องของราคา

    แต่ในกรณีฉุกเฉินหรือโรคที่มีความรุนแรงสูงกว่าปกติ โรงพยาบาลยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษา และในอนาคตยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีสิ่งอื่นสามารถทดแทนโรงพยาบาลได้

  5. Competitive Rivalry หรือการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

    อุตสาหกรรมโรงพยาบาลมีการแข่งขันกันอยู่บ้าง โรงพยาบาลจะต้องพัฒนาการความสามารถในการรักษาโดยเฉพาะการรักษาโรคที่ซับซ้อนอยู่เสมอ เพื่อดึงดูดให้ผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการ

    หากพูดถึึงโรงพยาบาลรัฐบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่ไม่มีทางเลือกมากนัก ถึงแม้จะต้องรอคิวนานแต่ผู้ป่วยก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จุดนี้แสดงให้เห็นถึงอุปทานที่น้อยกว่าอุปสงค์ โรงพยาบาลเอกชนจึงมีบทบาทในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีฐานะและต้องการการบริการที่ดีขึ้น

    ในแต่ละพื้นที่จะมีโรงพยาบาลไม่เยอะนัก ทำให้การแข่งขันภายในพื้นที่มีจำกัด เพราะโรงพยาบาลใหม่ๆมักไม่ต้องการเข้ามาแข่งขันในพื้นที่ๆมีโรงพยาบาลอยู่ก่อนหน้าแล้ว

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงพยาบาลอินเตอร์การแข่งขันจะต้องต่อสู้กับโรงพยาบาลจะประเทศอื่นๆด้วย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังมีค่าใช้จ่ายการรักษาถูกกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วค่อนข้างมากโดยที่ยังมีความสามารถแข่งขันได้ จุดนี้เองทำให้ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบ แต่ทั้งนี้เป็นส่ิงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะเมื่อไรที่ค่าใช้จ่ายการรักษาในประเทศไทยเริ่มแพงขึ้น ผู้ป่วยต่างชาติอาจย้ายไปยังประเทศอื่นได้

สรุปแล้วโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่ยังมีอนาคตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการเฉพาะในพื้นที่ หรือเป็นโรงพยาบาลอินเตอร์ก็ตาม

หากมองอุปสงค์และอุปทานภายในประเทศไทย โรงพยาบาลยังมีสัดส่วนต่อประชากรที่ต่ำเมื่อเทียบกับในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้โรงพยาบาลยังเป็นที่ต้องการของประชาชนอีกมาก

ส่วนโรงพยาบาลอินเตอร์ยังมีแนวโน้มที่ดีแต่ก็จะต้องระมัดระวังตลาดต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันประเทศจีนมีนโยบายลูกคนที่สอง สำหรับผู้ที่มีบุตรยากจะมีอุปสรรคในการให้กำเนิด ดังนั้นเทคโนโลยี IVF (In Vitro Fertilization) จึงมาช่วยตอบโจทย์ในส่วนนี้

ทั้งนี้การรอคิว IVF ในประเทศจีนจะต้องใช้เวลานานหลายเดือนถึงจะสามารถเข้ารับบริการได้ ประเทศไทยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะรวดเร็วกว่ามากในราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับภายในประเทศจีน ปัจจุบันคนจีนหลากหลายคู่เดินมาทางเข้ารับบริการ IVF ในไทย

สิ่งที่จะต้องระมัดระวังคือเมื่อใดที่ประเทศจีนเริ่มมีอุปทาน IVF ที่เพียงพอต่อความต้องการ คนจีนอาจจะเดินทางมาประเทศไทยน้อยลง และแน่นอนย่อมส่งผลต่ออุตสาหกรรมโรงพยาบาลอยู่บ้าง

.

Series ชุดวิเคราะห์อุตสาหกรรม


ติดตามแบ่งปันความรู้การลงทุนได้ที่ Investdiary

ธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจอันดับแรกๆที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่มักต้องการเริ่มต้นการทำธุ…